โยบ: ช่วงเวลาของการรีเซ็ตชีวิต

เมื่อถึงจุดที่ชีวิตของเรายุ่งเหยิงจนเราเริ่มหาทางกลับมาในทางของพระเจ้าแทบไม่ได้แล้ว เมื่อนั้นพระเจ้าจะทรงทำบางอย่างเพื่อช่วยคนของพระองค์
ในชีวิตของผมเองมีโอกาสทดลองใช้ชีวิตแบบไม่ฟังคำแนะนำมาแล้วอย่างน้อย 2-3 ครั้ง เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องงานการเปลี่ยนงานใหม่ๆ หรือการท้าทายให้ตัวเองทำในสิ่งหรืออาชีพที่ไม่เคยทำ การทดลองหลายครั้งที่พังไม่เป็นท่า หลายครั้งที่เลิกเพียงเมื่อรู้สึกอิ่มตัวหรือได้คำตอบ ซึ่งส่วนหนึ่งต้องกราบขอบพระคุณหม่าม้ารุ่งนภาด้วยอนุญาตที่ให้ได้ลูกลองทุกครั้งโดยไม่เคยห้ามอะไรเลย
ทุกๆครั้งไม่ว่าผมจะเลือกเองหรือถูกบังคับให้ต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เรื่องของโยบจะกลับมาเป็นทั้งคำเตือนและกำลังใจ ทำให้อยากกลับไปอ่านทบทวนอีกครั้งเสมอๆ (อาจพูดได้ว่าโยบเป็นพระคัมภีร์เล่มที่ผมอ่านจบบ่อยที่สุดแล้วเพราะถูกจริตกันนี่เอง ha-ha)complicated life might looks like this

When Things Get Out of Control

ท่าน​มี​บุตร‌ชาย 7 คน​และ​บุตร‌หญิง 3 คน ส่วน​ทรัพย์​สมบัติ​ของ​ท่าน มี​แกะ 7,000 ตัว อูฐ 3,000 ตัว วัว 500 คู่ ลา​ตัว‌เมีย 500 ตัว และ​คน‌ใช้​มาก‌มาย ดัง‌นั้น​ชาย​ผู้​นี้​จึง​มั่ง‌คั่ง​ที่‌สุด​ใน​บรร‍ดา​ชาว​ตะวัน‌ออก บุตร​ของ​ท่าน​เคย​จัด​งาน​เลี้ยง​ใน​บ้าน​ของ​แต่​ละ​คน​ตาม​วัน​กำ‍หนด​ของ​ตน พวก‌เขา​จะ​เชิญ​น้อง‌สาว​ทั้ง​สาม​คน​มา​รับ‌ประ‍ทาน​และ​ดื่ม​กับ​พวก‌เขา​ด้วย และ​เมื่อ​งาน​เลี้ยง​เวียน​ครบ​รอบ​แล้ว โยบ​จะ​ทำ​พิธี​ชำระ​ตัว​เขา​ทั้ง‌หลาย​ให้​บริ‍สุทธิ์ และ​ท่าน​จะ​ตื่น​แต่​เช้า‌มืด ถวาย​เครื่อง​บูชา​เผา​ทั้ง​ตัว​ตาม​จำ‍นวน​ของ​เขา​ทั้ง‌หมด เพราะ​โยบ​กล่าว​ว่า “บาง‌ที​ลูกๆ ของ​ข้า​ได้​ทำ​บาป​และ​แช่ง​พระ‌เจ้า​ใน​ใจ” โยบ​ทำ​อย่าง‌นี้​เรื่อย​มา (โยบ 1:2-5 THSV)

ถ้าจะเทียบกับคนทั่วไปผมคงเรียกได้ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต และหากจะเทียบกับชีวิตของโยบตามพระคัมภีร์ ยิ่งพูดได้เต็มปากว่าห่างไกลเหลือเกิน และผมรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนดีพร้อมสมบูรณ์ มีที่ผมละเลยหลงลืมพระเจ้าในเวลาที่มีความสุข แล้วค่อยมาระลึกถึงพระคุณพระเจ้าได้แบบลึกซึ้งเวลากลับมาตกระกำลำบากอีกครั้ง (แต่เราต่างรู้ดีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราควรเป็น) อย่างไรก็ดี เหตุแห่งการถูกรีเซ็ตชีวิตให้ทุกอย่างในชีวิตกลับไปเป็น 0 ในเรื่องของโยบนั้นเรารู้ได้ค่อนข้างแน่ว่าไม่ได้จะเกิดมาจากข้อนี้ คือเรื่องความความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพระเจ้า แต่ภาพของสิ่งที่โยบลุกขึ้นมาทำในตอนเช้ามืดเพื่อถวายเครื่องบูชาไถ่บาปแทนลูกๆ ของเขาซึ่งเมื่อคืนกินดื่มอย่างสนุกสนานและยังไม่มีใครตื่นนั้นเหมือนสะท้อนปัญหาครอบครัวของโยบในระดับหนึ่งด้วยว่าลักษณะครอบครัวของเขาในตอนนั้นเป็นอย่างไร แม้แต่เมื่อภรรยาของเขานั่งอยู่กับเขาตอนเป็นโรคร้ายหลังสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว และเธอก็ยังกล่าวว่า

แล้ว​ภรร‍ยา​ท่าน​กล่าว​กับ​ท่าน​ว่า “เธอ​ยัง​จะ​ยึด​มั่น​ใน​ความ​ซื่อ‌สัตย์​อยู่​อีก​หรือ? จง​แช่ง​พระ‌เจ้า​และ​ตาย​เสีย​เถอะ” (โยบ 2:9 THSV)

เราควรแปลกใจว่าถ้าครอบครัวของผู้ติดตามพระเจ้าอย่างโยบ (ที่พระเจ้าถึงกับเอ่ยปากชมเขาโดยพระองค์เอง) ในเวลานั้นแข็งแรงและรักพระเจ้าจริง แม่ของบ้านไม่ควรพูดจาดูหมิ่นพระเจ้าอย่างนั้นหรือเปล่า? ลูกๆ เขาควรตื่นขึ้นมาถวายเครื่องบูชากับพ่อของเขาด้วยหรือไม่? หรือที่ดีกว่านั้นคือครอบครัวนี้น่าจะรักพระเจ้าจนถึงขนาดมีนมัสการพระเจ้าทุกวันแทนการมีปาร์ตี้กันทุกวันมากกว่าหรือเปล่า? (ทุกวันจริงๆ เพราะโยบมีลูกชาย 7 คน และมีการพูดถึงว่างานเลี้ยงถูกกำหนด “ตามวันกำหนดของตน”)
เชื่อว่าวิถีชีวิตแบบที่โยบเป็นอยู่ ณ ขณะนั้นก็คงไม่ใช่อย่างที่โยบอยากให้เป็นสักเท่าไรนัก

In all this Job sinned not, nor charged God foolishly.

ขณะ​ที่​เขา​กำ‍ลัง​พูด​อยู่ ก็​มี​อีก​คน​หนึ่ง​มา​เรียน​ว่า “ลูก‌ชาย​กับ​ลูก‌สาว​ของ​ท่าน​กำ‍ลัง​รับ‌ประ‍ทาน​และ​ดื่ม​เหล้า‌องุ่น​อยู่​ใน​บ้าน​พี่ชาย​คน​โต​ของ​เขา และ​ดู‌เถิด มี​พายุ​ข้าม​ถิ่น‌ทุร‍กัน‍ดาร​มา​ปะทะ​บ้าน​ทั้ง​สี่​มุม​จน​พัง​ลง​ทับ​คน​หนุ่ม​สาว และ​พวก‌เขา​ก็​ตาย ข้าพ‍เจ้า​คน‌เดียว​ได้​หนี​รอด​มา​เรียน​ท่าน” แล้ว​โยบ​ก็​ลุก‌ขึ้น ฉีก​เสื้อ‌คลุม​ของ​ตน โกน​ศีรษะ กราบ​ลง​ถึง​ดิน​นมัส‍การ ท่าน​ว่า “ข้า​มา​จาก​ครรภ์​มาร‍ดา​ตัว​เปล่า และ​ข้า​จะ​กลับ​ไป​ตัว​เปล่า พระ‌ยาห์‍เวห์​ประ‍ทาน และ​พระ‌ยาห์‍เวห์​ทรง​เอา​ไป​เสีย สาธุ‌การ​แด่​พระ‌นาม​พระ‌ยาห์‍เวห์” ใน​เหตุ‌การณ์​นี้​ทั้ง‌สิ้น โยบ​ไม่‌ได้​ทำ​บาป​หรือ​กล่าว​โทษ​พระ‌เจ้า (โยบ 1:18-22 THSV)

ผมชอบประโยคนี้ที่โยบพูดและจำใส่ใจไว้เสมอ! ไม่ใช่เพื่อเอาไว้ปลอบใจตัวเองแต่เพื่อให้เรานึกย้อนและเข้าใจทุกอย่างได้โดยไม่มีอคติใดๆ มาบดบัง เพราะหลายครั้งเมื่อชีวิตเราพังทลายลงและเราเริ่มรู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นั่นเป็นเวลาที่เราควรนึกให้ได้อย่างแรกว่าเรื่องทั้งหมดเริ่มผิดเพี้ยนไปหมดแล้วตั้งแต่ตอนที่เราพูดว่า “ฉันพยายามควบคุมชีวิตของฉัน แต่ทำไม่ได้เลย”
นั่นเพราะเราในฐานะคริสเตียนผู้ติดตามพระเจ้า เราไม่มีสิทธิ์ควบคุมชีวิตของเราเองเลยด้วยซ้ำ ทัศนคติว่า (พระเจ้า)ทรงให้และทรงรับ(เอากลับ)ไปอย่างที่โยบกล่าวนั้น เป็นท่าทีแบบที่พระคัมภีร์บอกว่าเหมาะสม เพราะโดยท่าทีนั้นพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าถือว่าโยบไม่ได้ทำบาป หรือแม้แต่กล่าวโทษพระเจ้าเลย
ผมฝึกฝนตัวเองเสมอๆ เมื่อความยากลำบากทั้งกายและใจเข้ามาในชีวิต การไม่ปริปากบ่น การไม่ต่อว่าว่าทำไมพระเจ้าถึงให้เรื่องนี้เกิดกับเรา เป็นการพิสูจน์ความรักที่เรามีต่อพระเจ้าได้อย่างดีที่สุดว่าเรารักพระเจ้าเมื่อมั่งมีและยากจน สุขและทุกข์ เจ็บป่วยและสุขสบายจริงๆ หรือไม่

Reset is GOD’s most precious help.

ลองคิดดูว่ามีกี่ครั้งที่เราแอบคิดขึ้นมาว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงดีสินะ แต่เชื่อไหม? พอเหตุการณ์ย้อนเวลานั้นเกิดขึ้นกับเราจริงๆ (เมื่อพระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้น) เรามักรับไม่ได้
เมื่อความฝันเราพังทลายลง เมื่อต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมดกับธุรกิจ เมื่อฐานะการงานหรืออะไรสักอย่างที่เราบรรจงสร้างมลายหายไปสิ้น เมื่อสุขภาพของเราเหมือนถึงจุดที่ดีที่สุดของมันแล้วและนับจากนี้น่าจะมีแต่ขาลง เมื่อฮาร์ดดิสก์ตัวหลักซึ่งใส่งานของเราทั้งหมดพังลง เมื่อตกงาน จนถึงเมื่อใครสักคนหนึ่งในบ้านของเราเสียชีวิตลง ถ้าเราได้อ่านโยบนั่นคือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับโยบในย่อหน้าเดียว… แน่นอน ไม่มีฮาร์ดดิสก์พัง ผมเข้าใจ (ha-ha)
โยบจึงน่าจะเป็นตัวแทนเรื่องเล่าของเราทุกคนในฐานะผู้ชายที่ซวยที่สุดในชีวิตที่จู่ๆ พระเจ้าก็อนุญาตให้ทุกสิ่งในชีวิตเขาอันตรธานหายไปพร้อมๆ กัน นี่เป็นแค่ปฐมบทชีวิตของโยบ ซึ่งหลังจากนั้นมีอะไรมากกว่านี้ ทั้งคำถกเถียงในหัวของโยบเอง คำติเตียนก่นด่าปะทะคารมระหว่างโยบกับเพื่อนร่วมทุกข์ (?) ของเขา ไปจนถึงปัจฉิมบทที่พระเจ้าทรงเมตตามาตอบโยบด้วยตัวเองว่า หน้าที่ของเราไม่ใช่การกังวล แค่ขอใหม่ พระองค์ก็จะทรงประทานให้ใหม่ได้ เพราะบรรดาสิ่งที่หายไปนั้นก็ไม่ได้เป็นสาระอะไรสำคัญเหมือนเดิมสำหรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อยู่ดี
แล้วถ้าอย่างนั้นชีวิตที่ถูกรีเซ็ตมีประโยชน์อะไรกับพระเจ้า? ไม่มีเลย ทั้งหมดพระเจ้าทรงทำเพื่อเราทั้งสิ้น แต่ทำไมเราถึงไม่ย้อนดูชีวิตของเราและเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาสอันดีอย่างที่เราฝัน (อยากจะย้อนเวลาได้) นั่นเล่า? เรากลับเอาแต่บ่นว่าทำไมพระเจ้าทรงทำสิ่งนี้ในชีวิตเรา พระเจ้าไม่รักเราแล้วหรือ…?
อาจต้องปรับกระบวนคิดเสียใหม่ ดีแค่ไหนแล้วที่เรามีพระเจ้าที่ทรงควบคุมชีวิตเราอยู่ แม้แต่จะกดปุ่มรีเซ็ตให้ชีวิตเราพระองค์ก็ทรงทำได้ ทำไมเราไม่ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเสียเลยล่ะ?

ตั้ง Password ให้ปลอดภัยและไม่ลืม

ทุกวันนี้ผมค่อยไม่ได้จำ Password (พาสเวิร์ด) ตัวเองเลย ใช้วิธีสร้างพาสเวิร์ดเป็นระบบแทน

จริงๆ แล้วผมจะเลี่ยงปัญหาจุกจิกพวกนี้ด้วยการไปใช้แอพประเภท 1-password ก็ได้ แต่ใครจะรู้? ตราบได้ที่ข้อมูลเหล่านี้ล่องลอยอยู่ในอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าโอกาสจะต่ำกว่า 1% สักแค่ไหน ความจริงที่ว่ามันอาจจะถูกขโมยได้สำหรับผมก็ยังคงน่ากลัวอยู่เสมอ แล้วเวลาขโมยได้ไป ไม่ใช่เขาได้แค่พาสเวิร์ดเดียวไปนะครับ มันไปทีเดียวหมดเลย… แล้วไหนยังจะเรื่องตลกร้ายอีกข้อหนึ่งที่ว่าถ้าเราจำไม่ได้แม้แต่พาสเวิร์ดอันนั้นอันเดียว พาสเวิร์ดที่เหลือก็จะถูกล็อคตายไปด้วย เราเลยต้องตั้งพาสเวิร์ดอันเดียวนี้ให้จำง่ายที่สุด ซึ่งกลายเป็นว่าเราอาจจะต้องพิมพ์มันบ่อยๆ แล้วคนก็จะเห็นได้ อ่านทันเพราะมันสั้น หรือบางทีมันก็ง่ายเสียจนคนอื่นอาจจะเดาได้ ฯลฯ

ฟังดูพายเรือในอ่างชอบกล สุดท้ายก็กลับมาที่ปัญหาเดิมคือเราควรจำให้ได้ “อย่างน้อยสักอัน” Continue reading “ตั้ง Password ให้ปลอดภัยและไม่ลืม”

Blue Jasmine สมบัติชิ้นเดียวของผู้หญิงคือ อารมณ์

สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญที่สุดขณะดู Blue Jasmine (Dir. Woody Allen) คือ อารมณ์

Blue Jasmine Poster
Beauty of women are all so in the eyes of beholders :]

The blue, blue Jasmine

อารมณ์ของแจสมิน (ของเคท บลันเช็ตต์) ท่วมท้นฟูมฟายมากมาย ดูแล้วสนุกกว่าจับจ้องไปที่บทหนังหรือส่วนอื่นๆ ในหนังซึ่งก็เรียบร้อยดี ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ…

นั่นอาจจะเป็นอีกสาเหตุที่คนส่วนหนึ่งจะแทบไม่พูดถึง production ของหนังเลยว่ามีอะไรดีบ้าง ทั้งที่จริงๆ เก็บดี เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วได้มาตรฐานผู้กำกับวู้ดดี้ แอลเล็น ซึ่งก็เป็นการดี เพราะทำให้เราได้สนใจสิ่งที่ผู้กำกับต้องการสื่อกับเราได้ดียิ่งขึ้น

Anti-Climax

เราติดกับการเชื่อเสียงดนตรีประโคมให้เศร้าในหนังเกินไปหรือเปล่า? หรือบางทีเราลุ้นให้เงียบเพราะเรารู้ว่าเสียงตุ้งแช่ในหนังผีกำลังจะมา…? ชีวิตจริงคนเรามันไม่มีอะไรอย่างนั้นนะครับ และอารมณ์แบบนี้ล่ะที่เรามักพบในหนังของผู้กำกับคนนี้

ชีวิตคนเราเวลาหักมุมก็เหมือนหนังวู้ดดี้ แอลเล็น คือใช้เวลาแป๊บเดียว เป๊าะ! ทุกอย่างหัก ไม่มีไคลแม็กซ์ยาวๆ ไม่มีเวลาให้ฟูมฟายมากมายนัก บางเรื่องที่ได้ดูอย่าง Match Point หรือ Scoop นั้นยิ่งเข้าลักษณะนี้ คือประโยคพลิกเรื่องนั้นอยู่แทบท้ายสุดของเรื่อง พูดออกมาประโยคเดียวแก้ปัญหาเรื่องที่กำลังเกิดแบบ 180 องศา คนดูเหมือนโดนสลัดรักกลางจอ และที่เปรี้ยวไปกว่านั้นคือไม่มีดนตรีประโคมให้พี้คหรือซูมกล้องให้ตกใจในสไตล์บอลลีวู้ด ไม่มีอะไรทั้งนั้น

เที่ยวนี้ที่รู้สึกมากๆ คือในฉากแอนไท-ไคลแม็กซ์เรื่องนี้ ใจผมหายวาบกว่าทุกๆ เรื่องที่เคยดูมาก่อนหน้านั้น เรื่องนี้วู้ดดี้ แอลเล็น เอาจริง และน้ำหนักหมัดนั้นรุนแรง แต่สวยงาม ผมชอบใจ

Emotion is women’s precious treasure

เมื่อดูจบผมพบว่าอารมณ์ของผู้หญิงเป็นสิ่งสวยงามสุดจะบรรยาย

cate blanchett protrait
Cate Blanchett, portrayed the beautifulness in all Jasmine’s “Emotions”

อารมณ์และความรู้สึกของแจสมิน (ผมคิดว่าถ้าจะใช้คำว่า “มันเป็นฟีลลิ่ง” ก็สารัตถะครบดีนะ ha-ha) ทำให้เธอเปล่งประกาย หรือดูน่าเศร้าก็ได้ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือหนังสื่อความหมายให้เรารู้สึกว่าฟีลลิ่งเหล่านั้นทำให้สิ่งแวดล้อมรอบข้างและชีวิตที่แวดล้อมเธอหดหู่หรือสว่างไสวก็ได้ ปรากฏการณ์นี้เราเห็นได้ทั้งจากชีวิตของแจสมิน และชีวิตและบ้านของจินเจอร์

มีหลายช็อตที่แจสมินสวยจนตราตรึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์แสนแย่ และอีกหลายช็อตที่แจสมินดูแย่เสียจนเราแทบจำเธอไม่ได้กว่าก่อนหน้านี้เธอสวยแค่ไหน (ถึงขนาดว่าสุดท้ายฉันเองก็ถึงขนาดอาจไม่กล้าเข้าใกล้) ซึ่งเคท บลันเช็ตต์ทำได้ดีจริงๆ ผมเชื่อว่าถ้าเป็นดาราคนอื่นๆ ก็อาจจะทำได้นะแต่การตัดสินใจเลือกบลันเช็ตต์นั้นก็คือหนึ่งในการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว เธอสื่อออกมาได้ชัดเจนด้วยการแสดง ด้วยอารมณ์ และด้วยความสวยของรูปร่าง หน้าตาในหลายๆ ช็อตก็ยิ่งทำให้ภาษาหนังมีความหมายมากยิ่งขึ้นอีกถ้าเราจะสังเกตเห็น

Emotions are real, but acts may vary

เที่ยวนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบ คือวิธีการเล่าเรื่องแบบคู่ขนานกันไประหว่างเรื่องปัจจุบันกับอดีตที่ปล่อยให้เราหลงเข้าใจอะไรๆ ไปเองหลายอย่างหากเราตามอารมณ์ของเธอไป ทั้งๆ ที่แต่ต้นหลายๆ คนในเรื่องเองก็จะเตือนคุณอยู่เนืองๆ แล้วว่าต้องระวังอารมณ์ของแจสมินไว้บ้างนะ โดยกลวิธีนี้ผมคิดว่าเหมาะกับการเล่าเรื่องในเที่ยวนี้ เพราะด้วยองค์ประกอบที่สำคัญของเรื่องนี้ที่ว่าด้วยอารมณ์ของผู้หญิงที่ดูจะแกว่งไกวไปมา ขึ้นลงได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าคุณบังเอิญไม่ศรัทธาในความเป็นผู้หญิงสักเท่าไรคุณอาจรู้สึกดีกว่าเมื่อบทสรุปออกมากลายเป็นว่าการเชื่ออารมณ์ของผู้หญิง ณ ขณะปัจจุบันนั้นทำให้คุณเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างผิดเพี้ยนไปได้มากพอสมควรทีเดียว

Blanchett, Allen and Peter Sarsgaard
Blanchett, Allen and Peter Sarsgaard

กลับมาในชีวิตจริงของคนเรา เวลาผมต้องปลอบเพื่อนหญิงที่มีปัญหาในเรื่องความรักเรามักจะเจอปัญหาเดียวกันกับเรื่องนี้ เมื่อเราพบเธอในสภาพย่ำแย่ และเธอต้องการเรา เธอพร้อมจะเล่าทุกอย่างที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ให้เราฟัง เราฟังและคิดตามไปกับเธอว่าทำไมโลกช่างโหดร้ายกับเธอเช่นนี้ และเราฟังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายเราค้นพบว่ามันมีอะไรแปลกๆ ที่ปลายทาง และเราไม่ค่อยแน่ใจเสียแล้วว่าชิ้นส่วนในภาพของเรื่องที่เล่าอยู่นี้ครบถ้วนจริงแล้วหรือไม่?

กรรมวิธีสมมติให้เราเห็นความจริงและความเศร้าในปัจจุบันกับการค่อยๆ เล่าเรื่องในอดีตให้คู่ขนานกันไปจะทำให้เราได้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันเช่นเหตุการณ์ข้างบนนี้ เหมือนเราได้เจอเธอ ได้เดินไปกับเธอ ได้เห็นสภาพของเธอและได้ยินเรื่องที่เธอเล่า กระทั่งบางคำถามของเราไปสะกิดใจของเธอจนทำให้เราได้ข้อมูลชิ้นใหม่ออกมา

Respect her authority!

อย่างไรก็ตาม วู้ดดี้ แอลเล็น ไม่ได้สรุปว่านี่คือความผิดของผู้หญิง การที่เธอจะทำอย่างนั้นก็เป็นสิทธิที่เธอจะจัดการอย่างไรก็ได้ นั่นเพราะอารมณ์เป็นของเธอ อารมณ์ เป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดเท่าที่ผู้หญิงจะพึงมีทั้งในวันที่แสนสุขและวันที่แสนเศร้า ทั้งในวันที่เพื่อนรายล้อมและในวันที่ไม่มีใคร แล้วทำไมเธอจะจัดการกับทรัพย์สมบัติชิ้นเดียวของเธอนี้ในแบบที่เธออยากจะทำโดยไม่ต้องมีจรรยาบรรณหรือหลักคิดใดๆ ของคนอื่นมาเกี่ยวข้องเลยไม่ได้?

ดูหนังจบผมชอบตรงที่ผมคิดเอาเองว่าผู้กำกับเองให้เกียรติผู้หญิงมากๆ ความซื่อสัตย์ที่พยายามเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างยุติธรรมที่สุด (ในสายตาผู้หญิง) และความพยายามอย่างมากที่จะสื่อสารว่าการที่ผู้หญิงเป็นอย่างนี้ล้วนเป็นหนึ่งในความงามของอิสตรีที่จำเป็นต้องมีผสมผสานอยู่ ลองจินตนาการว่าเราอยู่กับผู้หญิงที่ไร้อารมณ์ไร้ความรู้สึกสิ นั่นจะน่าเบื่อสักขนาดไหน? ดังนั้น คุณผู้ชายครับ หรือเราควรดีใจและภูมิใจที่ผู้หญิงที่อยู่รอบตัวเรายังดูมีอะไรให้ค้นหาอยู่ตลอดเวลาเพราะว่าเธอยังแสดงอารมณ์เหล่านั้นใส่เราไม่เคยหยุดหย่อน ไม่เคยนิ่งหรือควบคุมมันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะเลยแทบจะตลอดเวลา? หรือจริงๆ แล้วมันดีที่เธอไม่เคยเพิกเฉยหรือเลิกแสดงออกผ่านอารมณ์ของเธอต่อเรา? (ผมคิด – เพราะเมื่อเรื่องทำนองนั้นเกิดขึ้นโดยมากผู้หญิงคนนั้นมีแนวโน้มจะหมดรักหรือหมดความสนใจในตัวเราไปแล้ว)

หนังอาจแนะนำว่าเราควรให้โอกาสเธอได้แสดงอารมณ์ของเธอ อย่าขัดอย่าขวางมากไป และถ้าเราจะใส่ใจแก้ปัญหาให้เธอบางทีอาจจะดีกว่าถ้าเราจะแก้อะไรก็แก้ไป แต่อย่าไปเสียเวลาแก้อารมณ์ของเธอเลย เพราะนั่นน่าจะเป็นของเล่นแห่งความสุขของเธอเพียงชิ้นเดียวที่เธอรู้สึกว่าเป็นเจ้าของมันจริงๆ และดูจะเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่งที่เราจะเอามันไปจากมือผู้หญิงคนไหนๆ เลย

All pictures were copied from woodyallenpages.com by me with no permissions

pattern ของความล้มเหลว

ผมล้มเหลวบ่อยๆ และเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่รู้สึกถึงความสำเร็จในชีวิตเลย แต่อย่างไรก็ตาม ขยายความต่อว่าสำหรับผม สิ่งนี้เป็นแค่ความรู้สึกระหว่างทางซึ่งจะพัฒนาเป็นสำเร็จหรือไม่เมื่อปลายทางอีกครั้งหนึ่ง เหมือนคนเดินทางไม่ว่าจะขับรถหรือเดินเท้าเปล่า เราอาจรู้ปลายทาง แต่ ณ ขณะนี้จุดที่เราอยู่เป็นระหว่างเส้นทางนั้นและสภาพโดยรอบไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวังไว้

เราควรโทษอะไรบ้าง?

Continue reading “pattern ของความล้มเหลว”

ทำ Blog ให้หลากหลายด้วย WordPress Post Formats

เพราะเวลาเราจะ blog (บล็อก) มันไม่ได้แปลว่าเราอยากจะเขียนเป็นตัวหนังสือเยอะๆ เสมอไปนี่นา เนอะ? Continue reading “ทำ Blog ให้หลากหลายด้วย WordPress Post Formats”