The History of Violence

ค่อนข้างสปอยล์เนื้อหานะครับ 😉

Enjoy American dreams

หนังเรื่อง the history of violence ทำให้ผมตื่นเต้นมากกับการได้นึกถึงเดวิด ครอเน็นเบิร์ก อีกครั้งหลังจากไม่ได้ดูหนังเขามาเป็นเวลานานแสนนาน เขากลับมากับเรื่องที่สนุกมากขึ้น แต่ยังคงเล่าเรื่องในแบบของเขา และฟาดลวดลายไว้พองดงามและลงตัวดี น่าตื่นเต้นมาก

ตัวอย่างที่สนุก ๆ อย่างเช่นลองเทคเปิดเรื่องที่เต็มไปด้วยจังหวะและเทคนิค มันทำให้คนดูสนุกไปด้วยได้ไม่ยากเย็นเลย (ถ้าเขารู้ว่าเขาควรสนุกกับอะไรน่ะนะครับ) ต่อจากนั้นผู้กำกับก็ใส่หนังครึ่งชั่วโมงแรกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหวาน ครอบครัวที่รักกันและแสนอบอุ่น พ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อกัน ลูกชายที่กล้าปรึกษาปัญหาเรื่องที่โรงเรียนกับพ่อ หรือแม้แต่ตัวลูกชายเองที่คบกับสาว ๆ ได้ โดยไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเลือกที่จะไม่มีเรื่องกับใครโดยการเลือกด่าตัวเองเพื่อกลบเรื่องทุกอย่างให้จบ ๆ ไปเสีย ครอเนนเบิร์กใส่มาจนความหวานนั้นกลับเป็นความเลี่ยน เอียน และเมื่อได้จังหวะพอดี… เขาก็เริ่มยิงกระสุนนัดแรกออกจากปืนที่เขาเตรียมไว้

และบังเอิญแค่นัดเดียวนัดนั้น เขาจงใจยิงเจาะกระโหลกเราจัง ๆ ครับ

หลังจากนั้นคนดูก็ได้ดูสิ่งที่เรียกว่า welcome to the real world ในที่สุดเราก็ได้กลับมาดูความขัดแย้งในครอบครัว ความรุนแรงระหว่างคนกับคน และความอยุติธรรมอย่างที่เราคุ้นเคยตากันเสียที พระเอกคือคนเลว ลูกที่เกรี้ยวกราดและไม่เชื่อพ่อ สามีที่ทำให้ภรรยาระแวง

ผมคิดว่าครอเน็นเบิร์กเชื่อว่า คนเราชอบมองดูจุดดำจุดเดียวบนผืนผ้า มากกว่ามองดูสีขาวบนพื้นที่ ๆ เหลือทั้งหมดของผ้าผืนนั้น

Out of Eden: Welcome to the real world

ความตึงเครียดหลังจากเหตุการณ์ “กระสุนในร้าน” เริ่มพังทุกอย่างลงราวกับโดมิโน ลูกชายของเขาที่เคยสุขุมในการแก้ปัญหากับเพื่อนร่วมชั้นกลับลุแก่โทสะหลังจากที่พ่อของเขาเป็นฮีโร่ “ด้วยความรุนแรง” มันเป็นความต่อเนื่องซึ่งได้รับการผ่องถ่ายมาโดยไม่รู้ตัวผ่านการมองเห็น “สื่อ” ซึ่งก็คือตัวพ่อของเขาเอง

ทอม สตอลล์ ไม่ใช่คนเดียวในเรื่องที่ใส่เสื้อสองตัวของฆาตกรและชายที่ล้างมือจากบาปแล้ว ถ้าเราจะดูประกอบไปด้วยจะรู้สึกสนุกมากที่เราได้เปรียบเทียบว่าภรรยาของเขานั้นเป็นทั้งคนที่รักเขาหมดใจและเป็นได้ทั้งหอกข้างแคร่ (ทนายความ) ในเวลาเดียวกัน ช่วงเวลาแห่งการประจัญหน้ากับนายอำเภอและภรรยา ส่วนทอมถูกซักฟอกว่ามีความผิดจริงหรือไม่และถูกเรียกร้องให้เล่าความจริงจึงให้บรรยากาศไม่ต่างอะไรจากศาลในบ้านเลยแม้แต่น้อย

แต่สุดท้ายแม้แต่ในเหตุการณ์แบบนั้น อเมริกันดรีม ก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ดี เมื่อภรรยาที่รักก็ยังคงเข้าข้างสามีของเขามากกว่าคนอื่น อ่าฮ่า…

บางอารมณ์ผมแอบรู้สึกว่าอารมณ์หลังจากการปรากฏตัวของฟอเกอร์ตี้ (เอ๊ด แฮร์ริส) มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนเมื่องู (ซาตาน) เข้ามาในสวนอีเดนอยู่เรื่อย หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนึกถึงอารมณ์นี้จริงๆ เอ๊ด แฮร์ริส สมควรได้รางวัลจริงๆ ผมรู้สึกขึ้นมาวูบนึงตอนที่หมดบทของเอ๊ดว่า ดูเหมือนหนังจะจบแล้ว นี่สิ เจ้าพ่อตัวจริง

ว่าด้วยเรื่องเจ้าพ่อ รูปม้า บ้านใหญ่ ชีวิตหรูหรา ลูกน้องที่ดูเหมือนเฉียบขาด (อย่างเรื่องขอตรวจตัว) ดูเหมือนครอเน็นเบิร์กคงพยายามจะพูดถึง American Mafia’s Dream ด้วยละมั้งครับ ว่ามันเหมือนจะกลายเป็นแค่เทรนด์ หรือสไตล์การแต่งตัวไปเสียแล้ว คนที่ประกาศตัวว่าเก๋า ๆ จริง ๆ อยู่ในสังคมทุกวันนี้ เผลอ ๆ ก็มีแค่เปลือกเหมือนกัน กับบรรดาผู้ร้ายที่แสนจะหน่อมแน้มและไม่สมจริงตอนท้ายเรื่อง หรือแม้แต่พวกดูดีสุดเก๋าที่อุตส่าห์ไปปล้นร้านพระเอกนั้นบอกคนดูได้ดีว่านอกจากพวกเราแล้ว พวกมาเฟียเองก็หลงทางไปกับภาพลักษณ์จนจริงๆ แล้วก็นึกถึงความโหดเหี้ยมที่แท้จริงไม่ออกด้วยซ้ำ

ช็อทวางปืนที่ดูคล้ายกับเป็นภาษาหนังที่จงใจใส่ความกังวลเข้ามาให้ จริงอยู่ช็อทนั้นอาจทำให้รู้สึกอย่างนั้นได้ แต่ถ้าจะว่ากันตามความหมาย ผมคิดว่าสิ่งที่ช็อตนี้กำลังพยายามบอกเราคือ ภรรยาของพระเอก (ซึ่งเป็นนักกฏหมาย) นั้น มีความรู้ความเข้าใจ และความระแวดระวังเกี่ยวกับเรื่องปืนแค่ไหน (ในขณะที่ลูกชายของเขาเสียอีกที่ไม่มีความรู้เรื่องปืนเอาเสียเลย) มันเหมือนกับบอกเราเป็นนัยๆ ว่าเรามีความรับผิดชอบในการส่งผ่านความรู้เรื่องนี้สู่คนรุ่นหลังดีขนาดไหนกัน และดีพอไหม

บรรยากาศและแสงเงาแบบหนัง Godfather ยังอุตส่าห์โผล่แพลมๆ มาให้เห็นพอขำขันได้ช่วงหนึ่ง ดูแล้วสนุกดีจริงๆ
ความน่ากลัวของทอม สตอลล์ กับ ฟอเกอร์ตี้ น่ากลัวแบบที่ไม่ต้องทำเสียงดัง น่ากลัวแบบที่ไม่ต้องชักปืนออกมาขู่ หรือตบหน้าตบตาใครให้ต้องกลัว มันไม่ใช่วัยรุ่น คนพวกนี้มันเป็นผู้ร้ายแบบ old school ซึ่งได้ใจจัง :]

ผมชอบมากเมื่อผมไม่สามารถจำหน้าตาของทอม สตอลล์ได้ ทันทีที่โจอี้ คิวแซค เข้าฉาก วิกโก้ มอร์เต็นเซ่น (เล่นได้ดี) น่ากลัวมากๆ ครับ ^ ^;

Secrets between us

ครอเน็นเบิร์กกล้าทำ และผมว่านั่นทำให้คนดูได้อะไรกลับบ้านไปเยอะมาก ๆ ฉากระหว่างสามีกับภรรยาสองครั้งให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิงซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกเหลือเกิน ครั้งแรกเต็มไปด้วยความเต็มใจแต่ทุกอย่างดูเหมือนหลอกทั้ง ๆ ที่สู้อุตส่าห์จัดฉากและช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ (ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ) แต่สุดท้ายทอม กลับ “นึกถึงวันแรกที่คุณตกหลุมรักผม” …บางทีถ้ามีอะไรกันแค่ธรรมดา ๆ มันอาจจะทำให้เขาหดหู่น้อยกว่านี้ก็เป็นได้

ครั้งที่สองกลับสุดโต่งและสลัดเปลือกของการจัดฉากทิ้งไปจนหมดสิ้น ถ้าถ้ามว่ารู้สึกอย่างไรผมคงบรรยายฉากนี้ว่า มันให้ความรู้สึกหดหู่ทรมานในใจ แต่มันก็ให้ด้วยอารมณ์รุนแรงที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นมาก ไปพร้อม ๆ กันด้วย แต่มันมีแค่นั้นจริง ๆ อารมณ์ การสัมผัส แต่เราทำกับใครอยู่ ตอนนั้นเหมือนทั้งคู่ (และคนดู) จะนึกไม่ออกเลยเหมือนกัน ว่านั่นคือคนที่เรารักหรือเรากำลังระบายอารมณ์อยู่กับใคร

เรื่องของสามีภรรยากลายเป็นสองมุมที่หนักแน่นมากในสายตาของผม ความรู้สึกว่าความลับนั้นทำให้ดูเซ็กซี่ถูกตวัดกลับมาในตอนหลังเมื่อครอเน็นเบิร์กจงใจให้เรา “เห็นหมดเลย” เขาคงอยากพูดถึงว่าบางครั้งการเห็นทั้งหมดก็อาจไม่ได้นำพาอารมณ์หรือความรู้สึกอะไรมาให้ “ถ้ามันไม่มีความรักอยู่ตรงกลางระหว่างสองคนแล้ว” แต่ทำไมมันถึงต่างกันโดยสิ้นเชิงล่ะ? กับชีวิตจริงที่การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความลึกลับนั้นกลับทำให้ภรรยาและสามีต่างหมดความเชื่อมั่นในกันและกัน และเหมือนมีชีวิตตกอยู่ท่ามกลางฝันร้ายแทน ทำไมการ “ขอรู้ทุกอย่าง ขอเห็นทุกอย่าง” ถึงเป็นสิ่งที่เราเรียกร้องจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา?

จริงอยู่ที่ความลับกับความจริงอาจความหมายต่างกันในบริบท แต่สิ่งที่เลวร้ายและทำให้สับสนมากกว่านั้นคือการที่คนเราเลือกใช้สองมาตรฐานกับหลายๆ เรื่อง ในเวลาเดียวกัน แล้วมันมักทำให้คนที่ถูกเรียกร้องให้พูดไม่เคยแน่ใจได้เลยว่า “ทนายความ” ตกลงกำลังจะเอาความจริงของเราไปเพื่อช่วยเรา หรือเตรียมฆ่าเรากันแน่

No man really do forgiveness?

หลังจากเสร็จภาระเขาก็ไปที่สระน้ำหลังบ้าน ถอดเสื้อเปื้อนเลือด ล้างหน้าที่ทะเลสาบหลังบ้าน ทำไมจะต้องเป็นทะเลสาบล่ะ? ก็เพราะว่าครอเน็นเบิร์กกำลังจะพูดถึงการ baptized ใครสักคนในหรือในทะเลสาบน่ะสิ ทั้งมุมกล้องและอารมณ์ เข้าใจได้ไม่ยากหรอก เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับตอนจบน่ะสิครับ

พระเจ้านำพาการให้อภัยแบบเป็นรูปธรรมมาให้กับมนุษย์ผ่านพิธี baptized นี่แหละครับ เพื่อเป็นการยืนยันว่าคน ๆ นี้บาปได้หมดไปแล้ว พระเจ้าไม่นับอดีตที่ผ่านมาของเขาในชีวิตแล้ว ต่อไปนี้เขาเป็นคนบริสุทธิ์

แต่สิ่งที่ครอเน็นเบิร์กตบหน้าคนดูฉาดสุดท้าย คือการจบหนังของเขาด้วยการพูดว่า พระเจ้าให้อภัยมนุษย์ง่าย ๆ นะ แต่มนุษย์เอง กลับไม่เคยให้อภัย (อดีตของ) กันและกันได้ง่าย ๆ เลย

เดวิด ครอเนนเบิร์ก จึงเป็นเจ้าพ่อหนังฟิล์มนัวร์อย่างแท้จริง
ในขณะที่ผมเพิ่งได้ยินคนทำหนังบ้านเราคนนึงพูดถึงคำว่า นัวร์ ไว้ในหนังสือที่เราเคยอ่านเจอ แล้วผมรู้สึกว่าเขาจบตัวเองยังไม่ลงด้วยซ้ำ

20131123-185616.jpg

20131123-185421.jpg

กลับไปใช้ iWork ’09 บน Mavericks ดีกว่า

Love Mavericks, but need iWork ’09

Screen Shot 2013-11-08 at 1010 hrsปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากลง OSX Mavericks (อัพเกรดฟรี) แล้วผมชอบมาก :] ความเร็วของ Macbook Air รุ่น Late 2008 (ทรงหอยกาบตัวสุดท้าย) ที่แรม 2GB นั้นทำงานได้น่าประทับใจเหมือนสมัยใช้ G4 ตัวสีเทาๆ ตอนนี้กล้าเปิดแอพหลายตัวทิ้งไว้ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องกลัวตัวไหนจะลากเครื่องให้ช้าลงโดยไม่รู้ตัว ชอบมากๆ

inspector: the bigger, the messier
inspector the bigger, the messier

แต่ที่ไม่ชอบเลย คือ iWork เวอร์ชั่นใหม่ (ชื่อทางการโดยมากจะเรียกว่า iWork ’13 แต่ถ้าเรียกตามเวอร์ชั่นคือ 5.0) ที่เปลี่ยน UI ใหม่ชนิดยกกระบิและใช้คำว่ามันมาพร้อมกับ Stunning Look! โอเคครับ จะว่าสตันนิ่ง ก็คงใช่จริงๆ เพราะพอจะพิมพ์งานที งงเลย ประสบการณ์ผู้ใช้แต่เดิมไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงเพราะเปลี่ยนหน้าตา ย้ายข้าวของแทบจะทุกอย่างเลยจริงๆ นี่ยังไม่รวมความจริงที่จะค่อยๆ เปิดเผยออกมาทีละน้อยหลังใช้ไปได้สักพักด้วย ว่าหลายฟีเจอร์ที่สำคัญหายไปอย่างน่าเสียดาย ตัวหนึ่งที่หายไปเลยคือ Document Merge ซึ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงปล่อยให้หายไป! ฉันใช้อยู่นะพี่ชาย ฉันใช้อยู่นะ!

reaching used-to-be simple features in a farther way, like 3-4 clicks
Paragraph Style Pane reaching used-to-be simple features in a farther way, like 3-4 clicks

ฟีเจอร์ที่เปลี่ยนไปและดูเหมือนคนในอินเทอร์เน็ตจะเห็นตรงกันทั้งฝรั่ง (และไทยอย่างเรา) อันนี้เฉพาะ Pages เลย แอพอีกสองตัวที่เหลือก็มีเรื่องให้บ่นอีกพอๆ กัน มีดังนี้

  • Word Count ปรกติจะอยู่ตรง Status Bar คือขอบล่างของจอเลย บัดนี้อันตรธานไปอยู่ตรงไหนไม่รู้ จำได้ว่าต้องคลิกสองสามทีถึงจะเจอ (ทั้งที่เราควรจะเหลือบมองแล้วรู้เลย)
  • Tool Bar ด้านบนลากไอค่อนคำสั่งที่ใช้ประจำมาวางไม่ได้
  • ขนาด Inspector หรือแถบเครื่องมือที่กินพื้นที่ใหญ่กว่าเดิม และกินพื้นที่ไปแม้จะไม่ได้มีข้อความอะไรขึ้นมาแสดงเลยก็ตาม ในขณะที่ Inspector เดิม ถ้ามันสั้นเราก็สามารถมองเห็นเนื้อหาด้านล่างได้
  • Paragraph Style Pane ที่เคยเข้าถึงได้ในคลิกเดียวทางซ้าย บัดนี้ไปขดอยู่รวมกับ Inspector ทางขวา และการจะเปลี่ยน Paragraph Style นั้นต้องกดถึง 3 คลิก ในขณะที่ของเก่าใช้ 2 คลิก หรือ 1 ดับเบิ้ลคลิกเท่านั้น
  • และแน่นอน ไฟล์ที่เปิดและเซฟในเวอร์ชั่นใหม่แล้ว ถอยไปใช้กลับ iWork ’09 ไม่ได้แล้ว

กลับไปใช้ iWork ’09 ก็ไม่ได้?

ครับ หลังจากลง OSX Mavericks เสร็จ และอัพเดท iWork แล้ว เราจะได้เวอร์ชั่นใหม่มาใช้ แต่ยังมี iWork ’09 อยู่เป็นโฟลเดอร์อยู่ใน Applications ด้วย ไม่ได้ถูกลบทิ้งหรือเขียนทับไป แต่หากเราคลิกจะใช้มันกลับใช้ไม่ได้ ตอนแรกผมก็นึกว่าสิ้นหวังแล้ว จนไปเจอกระทู้บนอินเทอร์เน็ตที่เขาบอกว่าผมก็ยังใช้เวอร์ชั่นเก่าได้ไม่มีปัญหาอะไร ทำให้ยังพอมีความหวังว่ายังจะใช้ได้อยู่

Redo everything, if you already opened your old files in the new version, and save
Redo everything, if you already opened your old files in the new version, and save

เช้านี้ทำสำเร็จแล้วครับเลยโน้ตไว้หน่อยดังนี้

  1. iWork ’09 มี patch ตัวหนึ่งชื่อ iWork 9.3 ให้ดาวน์โหลด
  2. หลังจากลงแล้วอย่าเพิ่งรัน ให้ restart เครื่อง 1 ครั้ง
  3. หากยังทำไม่ได้แนะนำว่าหา iWork ’09 เวอร์ชั่น retail มาลง แล้วทำข้อ 1 และ 2 ใหม่อีกครั้ง
  4. ผล? ได้ iWork ’09 กลับมาใช้ครับ (เย้!!!) แต่สิ่งที่เสียไปคือไฟล์ไหนที่เคยเซฟไปแล้วบนเวอร์ชั่นใหม่เป็นอันว่าย้อนกลับมาเปิดไม่ได้อีกแล้ว ต้องเปิดไฟล์ด้วยเวอร์ชั่นใหม่ แล้ว Copy > Paste ข้อความเนื้อหามาลงไฟล์ใหม่ในเวอร์ชั่นเก่า แล้วค่อยปรับแต่งใหม่ทั้งหมดอีกที ก็คงดีกว่าเสียไปเลยนะครับ

อ้อ แล้วก็อย่าลืม พอเข้าแอพครั้งแรกอาจจะเจอถามว่า มีเวอร์ชั่นใหม่ออกมาแล้วนะ เพราะ Stunning Look เชียวนาา! ก็อย่าเผลอไปกดอัพเดทเข้านะครับ (ควรจะคลิกไปเลยว่าไม่ต้องถามอีกเลยก็ดีนะ ha-ha)

If it's not broken don't fix it
If it’s not broken don’t fix it

ดีใจครับที่ได้เวอร์ชั่นเดิมกลับมาใช้ นี่พูดเลย

Startups สุดท้ายก็ business

“A job of a big company is to maximize value capture. A job of a Startup is to maximize value creation.”
~ทวีตของ @nuuneoi, 12 กันยายน 2013

Is my Startups a business?

startups intend to make it bloom even the darkest path

ถ้าเราไม่ฟุ้งฝันจนเกินไป สุดท้ายแล้วเราควรแฟร์พอจะยอมรับ ธุรกิจจะเป็นธุรกิจหรือไม่นั้นตัดสินจากความจริงที่ว่ามันสามารถสร้างกำไรในรูปแบบตัวเงินได้หรือไม่? เท่านั้นเอง
ซึ่งกำไรที่เป็นตัวเงินนั้นสร้างให้เกิดได้หลากหลายวิธี แต่ก็มีแค่สองทิศทางที่เป็นไปได้ คือการแลกสินค้าที่เราสร้างกับเงินโดยตรง หรือเรามีมูลค่าที่คนอื่นเห็นว่านำไปสร้างเงินในการแลกสินค้าโดยตรงให้กับเขาได้ เขาก็จะมาติดต่อขอเช่าใช้คุณค่าของเราเป็นครั้งๆ ไป เกิดเป็นกำไรในรูปแบบเงินอีกทางหนึ่ง แพทเทิร์นทางธุรกิจจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีอะไรหนีไปจากนี้

Continue reading “Startups สุดท้ายก็ business”

ชีวิตคุณ รายการเรียลิตี้ ทางเป็นนักดนตรี & Dave Grohl

Dave Grohl Quote from 9gag.com
Dave Grohl Quote, from 9gag.com

คำแปล

โคว้ตที่ถูกกล่าวว่าเป็นของ Dave Grohl (เดฟ กรอห์ล) แห่ง Foo Fighters กล่าวในฐานะนักดนตรี ถึงแรงบันดาลใจของการเป็นนักดนตรีของเด็กๆ ทุกวันนี้ Continue reading “ชีวิตคุณ รายการเรียลิตี้ ทางเป็นนักดนตรี & Dave Grohl”

Google Autocomplete เผยความคิดเห็นที่น่ากลัวของผู้ชาย

จริงๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพูดถึงมุมแปลกๆ เกี่ยวกับระบบ Google Autocomplete ที่ทำให้เราได้ข้อมูลที่น่าสนใจบางอย่างเกี่ยวกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ เพราะผลเสิร์ชที่ขึ้นมาจากระบบอัตโนมัติของนั้น คือการเดาใจว่าเราเองก็คงคิดจะหาเรื่องนี้เหมือนคนอื่นๆ ณ ขณะนั้นเหมือนๆ กัน ซึ่งบ่อยครั้งที่ Google ก็ดูเหมือนจะเข้าใจถูกจริงๆ จนกระทั่งประมาณอาทิตย์ก่อน (กลางเดือนตุลาคม 2013) มีข่าวหนึ่งที่ Mashable พูดถึง แคมเปญลดความรุนแรงทางเพศที่กระทำต่อผู้หญิงของ UN Women (ยูเอ็น วีเม่น) เป็นแคมเปญที่น่าจะยากที่วิธีคิด แต่วิธีปฏิบัตินั้นลงมือน้อยแต่ได้ผลมากเหลือเกินในความรู้สึก Continue reading “Google Autocomplete เผยความคิดเห็นที่น่ากลัวของผู้ชาย”

มีคนเจอ wallpapers ลับ ใน OSX Mavericks

เว็บ redmondpie.com พบว่ามี Wallpaper อยู่จำนวนหนึ่งใน OSX Mavericks ที่ไม่ได้ถูกเรียกให้แสดงผล ในลิ้งค์จะอธิบายวิธีการเอาภาพเหล่านั้นออกมา แต่ว่าผมจะขอเสนอวิธีการทำลิ้งค์ให้สามารถเลือกใช้ได้ใน System Preferences » Desktop & Screen Saver ได้โดยตรงเลยแทน

Before
Before
  1. เปิด System Preferences » Desktop & Screen Saver
  2. กดปุ่ม + ที่มุมล่างซ้ายของหน้านั้น
  3. linktossfoldersจากฮาร์ดดิสก์ของเรา เลือก /Library/Screen Savers/Default Collections/ จะเจอ Wallpaper อยู่ 4 folders ด้วยกัน
  4. ค่อยๆ กด Choose (เลือก) ไปทีละ folder จะได้ทั้ง 4 ชื่อขึ้นมา
  5. เลือกใช้ได้ตามสะดวก
after selected picture
After
  • มีรูปอยู่ 4 folders คือ รูปจากเนชั่นแนล จีโอกราฟิก, รูปถ่ายทางอากาศ, รูปอวกาศ, และแพทเทิร์นในธรรมชาติ
  • วิธีเข้าถึงรูปโดยตรง ง่ายที่สุดคือไปที่ Finder แล้วเลือก Go » Go to Folder… แล้วก๊อปปี้ /Library/Screen Savers/Default Collections/ ไปวาง แล้วกด Go ก็ได้เลยเหมือนกัน

ลง OSX Mavericks เสร็จแล้วก็ต้องลองดูเสียหน่อย มีหลายอันสวยดีทีเดียว