New Year Resolution แปลกๆ

เมื่อกี้เปิดดูวิดีโอในยูทู้บ รูปเห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งชื่อโนริกะ พูดใน TEDxNCU พอเธอเริ่มพูดเราถึงรู้ว่าเธอเป็นผู้ชาย

ที่งงไปกว่านั้นคือเพิ่งเห็นว่าเป็น TEDx (งานเท็ดไซส์ย่อยๆ) ที่จัดที่ไต้หวัน ดังนั้นเธอจึงใช้ภาษาจีนกลาง ดูไปประมาณ 3 นาทีโดยไม่มีซับไตเติ้ล แล้วจินตนาการว่าถ้าเราไปนั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ เราได้อะไรบ้างจากการฟังคนนี้พูด… ขณะที่นั่งดูไป ใจหนึ่งเราก็อิจฉาที่ผู้หญิงชื่อเป็นญี่ปุ่น พูดภาษาแมนดาริน พูดเรื่องที่หัวข้อดูเป็นวิชาการอย่าง The Power of Taking Action ซึ่งน่าจะเป็น inspiration ที่ดี แต่เรากลับไม่เข้าใจเลย

โลกนี้ยังมีอะไรมากกว่าภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังมีคนที่ทำอาชีพแปลกๆ อย่างเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมในออสเตรเลียที่เป็นห่วงลิงอุรังอุตังจนต้องดีลกับบริษัทใหญ่ๆ อย่างเมริล-ลิ้นช์ ให้สำเร็จเพื่อป้องกันไม่ให้มันสูญพันธ์ มีคนที่เห็นว่าปัญหาของโลกนั้นส่วนหนึ่งมีคำว่า “คาร์บอนเครดิต” เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้วยังมีอาชีพแปลกๆ อีกมากมาย

เราเป็นคนแบบที่น่าจะขังตัวเองไว้ในความเชื่อของตัวเองนานเสียจนเข้าใจผิดไปแล้วว่าโลกนี้ใบเล็กๆ และทุกอย่างเป็นเหมือนกัน จนเป็นที่มาของการสรุปจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดไปนั่นได้ว่า เห็นท่า New Year Resolution ปีนี้ของเราควรต้องขยายขนาดเป็น Retina Display ให้ทันกับยุค Hi-resolution นี้ด้วยเช่นเดียวกัน

กะว่าจะหาอะไรที่ฟังแล้วไม่เข้าใจอย่างนี้เปิดดูเพื่อเตือนใจตัวเองสักเดือนละครั้ง ว่าโลกนี้กว้างกว่าที่เรารู้จักมากนัก และมันน่าจะดีกว่าถ้าเราจะรู้จักโลกนี้จริงๆ มากกว่าที่เราคิดไปเอง

แก้ลิ้งค์ใน wordpress ให้ตรงได้ง่ายๆ แล้ว (ย้ายโฮสต์น่าจะง่ายละ)

ลองแล้วเยี่ยมจึงบอกต่อ

กรี๊ดมาก กับการใช้  Search and Replace for WordPress Databases Script (searchreplacedb2.php)
หาเจอจาก http://codex.wordpress.org/Moving_WordPress ที่สอนวิธีย้ายเว็บ ใช้ง่ายมาก แต่ก็ต้องระวังมากๆ ด้วยเหมือนกัน

เขาสอนวิธีย้ายเว็บ แต่ส่วนที่เราให้ความสนใจคือตอนนี้เรามีปัญหารูปที่ copy ลงมาจากโฮสต์ไม่ขึ้นด้วยปัญหาง่ายๆ folder ไม่ตรงกัน ครั้นจะย้ายให้ชื่อตรงกัน ก็กลัวกระทบกระเทือน WordPress Multisite ที่เพิ่งเซ็ตอัพได้ลงตัวไม่นานมานี้ การ find – replace แค่ folder name เลยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

อ่านหน้านั้นไปเรื่อยๆ เขาก็บอกว่ามี tool ตัวนี้ดีมากๆ ดีกว่าทำ 15 ขั้นตอนที่จะแนะนำต่อไปนี้ หากคุณเป็น developer… เราก็ไม่ใช่น่ะนะ แต่ครั้นจะบอกว่ามีอะไรที่ดีกว่า 15 ขั้นตอนที่อ่านไปแวบหนึ่งแล้วปวดหัว ก็เลยน่าจะลองดีกว่า

ผล… ลองบน MAMP ใช้งานได้ตรงกับที่ต้องการ replace ตัวหนังสือต่างๆ ใน wp_posts ให้ได้ถูกต้อง ไม่เจอปัญหาเรื่อง serialization ตามมาให้ปวดหัวใจ

ดีใจที่สุดที่มันง่าย เพราะทำอะไรแบบนี้ไม่ค่อยจะเป็น

วิธีทำ

1. backup database ก่อน พังไปเดี๋ยวจะจบ
2. ติดตั้ง php ตัวนี้ลง root folder เรียกใช้
3. โปรแกรมจะขอ scan database ว่ามีตารางชื่ออะไรบ้าง
4. ถึงเวลาเลือก table ที่จะแก้ข้อความ ในเว็บ wordpress บอกว่าควรใช้งานกับ wp_posts แค่ table เดียวเท่านั้น
5. guid ไม่ควรไปแตะเพราะเกี่ยวกับเรื่อง feed ให้ติ๊กไว้ว่าข้าม
6. กรณีลิ้งค์รูปหาย โฟลเดอร์ไม่ตรง แก้โดยการ find & replace ดังนี้
• • • find: “http://example.com/wp-content/uploads/”
• • • replace: “/wp-content/และลิ้งค์ตามที่มันควรจะเป็น”
• • • อธิบาย: เนื่องจาก http://ชื่อเว็บ ก็คงไม่ต้อง ก็ลบทิ้งไปด้วยเลยละกัน ได้มั้ง
7. ถ้าเช็คชัวร์แล้วก็กด ok ทำแป๊บเดียวเสร็จ (แต่ตอนลองตารางไม่ใหญ่)
8. ทำเสร็จแล้วลบไฟล์ตัวนี้ทิ้งจาก host ด้วยนะครับ ไม่ลบคนก็ลบข้อมูลเราได้ เรื่องใหญ่เดี๋ยวจะแย่

ปล. บอกแล้วนะว่าก่อนทำให้ backup ก่อน และหลังทำให้ลบไฟล์นี้ทิ้ง ความเสียหายที่เกิดจากคำแนะนำในบล็อกตอนนี้หากนำไปใช้ ขอไม่เกี่ยว และไม่รับรองผลว่าจะใช้ได้ Use it at your own risk. Thank you.

American Hustle ชีวิตคนเรา สีมันเทาสุดๆ

Extremely gray

ตอนที่ได้ยินคำนี้ในประโยคแรกๆ ที่ Irving Rosenfeld พูดถึงเรื่องราวของชีวิตของเขาในการดิ้นรนเพื่อลืมตาอ้าปากในสังคมแล้ว ผมรู้สึกว่าเขาพูดถูก

เส้นศีลธรรมเป็นเรื่องมาตรฐานของสังคม แต่สำหรับบุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการมี “ศิลปะในการมีชีวิตอยู่ (ให้รอด)” ดังนั้นเวลาใครสักคนหนึ่งจะต้องสำทับทั้งน้ำตาเมื่อต้องพูดว่า “ลองมาเป็นผม/ฉันดู!” ด้วยความคับแค้นใจ ผมคิดว่าเข้าใจนะเพราะดูมันก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์ของเราได้ดีเท่าตัวเรา ไม่ว่าปัญหารุมล้อมจะถูกเรียกชื่อเหมือนคนอื่นแค่ไหน แต่บอกได้เลยว่าเนื้อหาข้างในไม่มีทางเหมือนกัน เพราะมันไม่เหมือนกันตั้งแต่วันแรกที่เราเกิดมาแล้ว ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหานั้นจึงไม่มีทางเป็นวิธีเดียวกับใครได้

แต่ส่วนสิ่งที่เราได้ทำออกไปแล้วมันจะถูกหรือผิดในสายตาคนอื่น มันจะแค่สนองสัญชาตญาณหรือตัดสินใจทำภายใต้จริยธรรมของตัว สิ่งเหล่านั้นเราต่างคนต่างต้องไปรับผิดชอบกันเองอีกที อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

american-hustle-bradley-cooper-christian-bale1-600x400

ถ้าพูดถึงเรื่องสีเทาๆ ในสังคม ผมนึงถึงกะเทยที่ใช้ชื่อปลอมว่า อั้ม เนโกะ ประหลาดไหมที่ผมจะยกเรื่องนี้มาเทียบกับหนังบันเทิงชั้นขึ้นหิ้งที่เล่นด้วยนักแสดงฝีมือสูงอย่างเรื่องนี้แล้วจะดูเกี่ยวกันได้? แต่ถ้าเราลองนึกดูดีๆ ตัวละครใน American Hustle เป็นคนธรรมดา ทุกตัวนั้นทำตัวเหมือนพวกเรา เพราะไม่มีจึงมีความอยากมี เพราะอยากมีจึงดิ้นรน จึงเอาตัวรอด จึงพลิกแพลง (อคติหน่อยก็เรียกว่าตลบตะแลงก็ได้) แล้วก็มีไปจนถึงบางคนที่ทำไปจนสุดท้ายพบว่าทุกอย่างที่ทำมาตลอดทั้งนั้นเป็นเรื่องผิด แล้วคนแบบนั้นก็พยายามอย่างดีที่สุด (หรือไม่ก็อย่างเลวที่สุด) เท่าที่เขาจะรู้หรือคิดได้เพื่อขอแก้ไขทุกอย่างให้กลับคืนดีดังเดิมได้อีกครั้ง แต่ก็แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่มันจะสำเร็จ

ผมหวังว่าวันหนึ่งเมื่ออะไรๆ ไปถึงจุดหนึ่งที่แม้แต่ตัวน้องคนนั้นเองก็อาจจะบอกไม่ได้แล้วว่าตัวเองมาถูกทางหรือเปล่า วันนั้นน้องเขาอาจจะพยายามหันกลับมาทำอีกอย่างหนึ่ง เพื่อแก้ไขทุกอย่างให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกก็เป็นได้

คนอ่านอาจจะถามว่าแล้วนี่มันเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ด้วยหรือ? เกี่ยวสิ เกี่ยวระดับ Plot ของเรื่องเลยนะครับ ha-ha

“Saint Bartholomew” by Rembrandt

คนเราก็แค่เชื่อตามที่อยากเชื่อ

เรื่องเล่าหน้าภาพ “Saint Bartholomew” ของเรมแบร็นด์ท (Rembrandt) ในพิพิธภัณฑ์ที่ Irving เล่าให้ Richie ฟังคือใจความสำคัญของหนังที่บอกกับเราว่า “People believe what they want to believe.” คือไม่ว่าจะในเรื่องชีวิตหรือความรัก สุดท้ายเราก็เลือกเชื่อสิ่งที่เราอยากจะเชื่อหรืออยากจะเห็นนั่นละ

[quote]“People believe what they want to believe”[/quote]

แล้วหลังจากนั้นหนังทั้งเรื่องก็พาเราไปสนุกกับการที่แต่ละตัวละครต่างคนต่างก็พยายามทำให้คนอื่นเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเป็นไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ตั้งแต่คนรวยยันคนจน ตั้งแต่นักการเมืองยันแม่ม่ายลูกติด

มีอยู่ 2 ซีนในเรื่องที่ผมเห็นว่าบทแทงเรื่องนี้ลงไปได้อย่างถึงแก่น และตัวละครเล่นกันแบบดูแล้วเจ็บจี๊ด คือซีนปะทะกันระหว่าง Rosalyn กับ Sydney และซีนที่มี Sheik กับตัวละครลับ (!!!??!) ที่ทั้ง 4 ตัวต่างฝ่ายต่างก็พยายามทำให้อีกฝ่ายเชื่อในสิ่งที่ตัวเป็น หรืออยากจะเป็น

Amy Adams;Jennifer Lawrence

แม้บทสนทนาและอารมณ์พลุ่งพล่านจาก 2 ซีนนั้นจะโดดเด่นจนรู้สึกว่าดูอีกกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อจริงๆ แต่พอมาไล่ทบทวนดีๆ คนที่ทำตัวไม่กระโตกกระตากเลยแต่กลับแสดงได้มีพลังและกินใจมหาศาลตลอดทั้งเรื่องกลับเป็น Christian Bale ที่ทำให้ Irving Rosenfeld กลายเป็นบทที่แบกหนังไว้ทั้งเรื่องได้อย่างนุ่มนวลเหมือนนักกีฬายกน้ำหนักที่ยกน้ำหนักมหาศาล จบท่าได้อย่างสวยงาม แต่กลับทำหน้านิ่งเหมือนเรียกน้ำหนักเบาเกินไป เบลเล่นความรู้สึกหลายอย่างลงไปในบท Irving ตลอดเวลาจนแม้แต่บางฉากเขาไม่มีพูดอะไรเลย แต่ในฐานะคนดูเมื่อเราได้เห็น เรารู้สึกเหมือนเขาเล่นเยอะมากจนคนดูอึดอัดจนพูดไม่ออกแทน

ผมคิดว่าหลังๆ ที่ผมดูหนังที่เป็น Computer Graphic (CG) มากเกินไป จนลืมวิธีรับส่งอารมณ์ระหว่างนักแสดงที่เป็นมนุษย์ด้วยกันไปแล้ว และหนังเรื่องนี้ทวงความรู้สึกแบบนั้นกลับมาให้ผมได้เยอะจริงๆ นี่เป็นดาวหนึ่งที่อยากให้เลย

และไม่เฉพาะในเกมชีวิต ในความรักแบบที่ถูกเล่นจนเหมือนเกมเองก็เช่นกัน จะเกม “ใครทักก่อนแพ้” หรือเกม “งอนแล้วนะ” ก็ตาม คนที่ทำให้ความรักเป็นเหมือนกับเกมแบบนี้สุดท้ายก็ต้องทนทรมานกับอะไรที่ไม่เข้าท่าไปเอง เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากทุกๆ เกม ก็คือจะมีฝ่ายหนึ่งชนะ และอีกฝ่ายนึงต้องเป็นผู้แพ้เสมอ ซึ่งในความรักเราปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นผู้แพ้ไม่ได้ ไม่มีคนแพ้คนไหนอยากจะอยู่ต่อในเกมที่ตัวเองแพ้หรอก

เพราะรักไม่ใช่เกม และชีวิตเรายังมีอะไรให้เราทำแล้วสนุกกว่านั้นอีกเยอะเลย

ตัวละครลับ!

ประทับใจที่สุดกับตัวละครลับที่โผล่ออกมาไม่เกิน 10 นาที แต่กลับมีพลังมหาศาล อยากเล่าอยากแชร์พลังด้วยเหลือเกินแต่คิดว่าคงไม่ใช่สาระของการรีวิวหนังเลยแม้แต่น้อย ขอให้สนุกนะครับ

ป๋าท่านนี้ออกมาไม่นาน แต่พลังล้นเหลือจริงๆ ha-ha

Welcome to the ’60s

American Hustle เต็มไปด้วยของดีๆ ตั้งแต่บทที่ใส่ใจ งานศิลป์ตั้งแต่ฉาก การตกแต่ง การย้อมสีภาพที่ทำให้เราได้ภาพความเป็นไปในยุคนั้นได้สมจริงมากๆ เรื่องหนึ่ง ไปจนถึงเพลง ไปจนถึงนักแสดงที่ทุ่มพลังกันเต็มที่ “ทุกคน” (แม้แต่ชี้ค)

american-hustleผมจึงอยากจะแนะนำว่า ดูจะไม่เป็นการดีนักถ้าเราจะมัวแต่จะไปใส่ใจกับซับไตเติ้ลมากจนเกินไป ภาษาอังกฤษในเรื่องนี้ไม่ถึงกับยาก ภาษาไม่ประดิดประดอยและสำเนียงไม่ได้ฟังยากนัก จึงอยากจะยุให้ดื่มด่ำกับภาพและพลังนักแสดงในหนังมากกว่า

ดนตรีประกอบเป็นอีกส่วนที่ผมอยากพูดถึงเพราะนอกจากจะถูกใจลุงๆ ป้าๆ (ในยุคกางเกงขาบาน) แล้ว เห็นได้ชัดว่าการเลือกเพลงเซ็ตนี้มาประกอบหนังนั้นทำไปอย่างจงใจ และตั้งใจ ถึงขนาดเลือกใช้กระทั่งเนื้อหาของบทเพลงเข้ามาประกอบเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องหนังไปด้วยพร้อมๆ กัน มันไม่ใช่แค่มิวสิควิดีโอ มันลงตัวสวยงาม ทำให้เราอินกับความคิดของตัวละครแต่ละตัวยิ่งขึ้นไปอีก

จะทำงานศิลปะอย่างหนัง ถ้าทุ่มเทด้วยความตั้งใจ ถ้าค้นคว้าอย่างลึกล้ำมาแล้วนำมาใช้ในหนัง คนดูก็พลอยอิ่มใจไปด้วย เรื่องอย่างนี้คงเกิดน้อยครั้งในหนังไทยซึ่งผมก็แค่เสียดาย แต่ก็ไม่จริงจังอะไรกับมันนักหรอกเพราะไม่ได้คาดหวังจริงๆ

ยุคหกศูนย์ในอเมริกาและในยุโรป คือจุดสูงสุดของศิลปะมอเดิร์นทั้งในเชิงสร้างสรรค์และในส่วนที่มันทำลายตัวมันเองด้วย) เป็นยุคที่กฎระเบียบมีการผ่อนปรน ทว่ายังมีศักดิ์ศรีและมีจริยธรรมสำหรับความเป็นคนกันอยู่บ้าง ผิดกับบ้านเราเมืองเราในทศวรรษนี้ที่ทั้งสองส่วนกำลังพังทลายลงพร้อมๆ กัน และยากจะหาคนมาช่วยเยียวยาเมื่อกฎหมายเก่าเกินไป และผู้รักษากฎหมายเป็นอันธพาลเสียเอง และคงไม่มี DSI ตงฉินที่ไหนจะงี่เง่าระห่ำได้เท่า Richie DiMaso ในเมืองไทย ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจจริงๆ

จบเป็นการเมือง… (ไปต่อไม่ได้แล้ว ha-ha) สวัสดี

Photos copied from:

MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY ความตลกของเต๋อ ความเวิ่นเว้อของสตรี

mary is introverted

ไม่ว่าใครๆ ก็คงมีเพื่อนสักคนที่เป็นแบบนี้…

แบบที่มันจะเพ้อด้วยวลีอันเลื่อนลอยที่สรุปเหตุการณ์ ณ ชั่วขณะหนึ่งไปได้เรื่อยๆ ทั้งวัน เพื่อนแบบที่มีกำแพงโลกส่วนตัวแบบที่เราเข้าถึงได้ยากมากอาจเพราะ vocab เรามีไม่มากพอ ไม่เท่ามัน คืออ่านประโยคพวกนั้นแล้วไม่เข้าใจ

จริงๆ ไม่ใช่แค่เคยมีเพื่อน แต่ตัวผมเองก็เคยเป็นอย่างนี้เสียเองอยู่พักใหญ่เหมือนกัน

แต่เชื่อว่าในโรงหนังไม่ได้มีผมคนเดียวที่เชื่อว่าชีวิตจริงของแมรี่ไม่มีทางเป็นอย่างนี้แน่ๆ

ช่วงที่เขียนไดอารี่ออนไลน์ (2548-2554) เป็นช่วงที่ผมเจอเพื่อนทำนองเดียวกันนี้ เราตามอ่าน (follow) ไดอารี่กันและกัน เรามีทั้งหญิงและชาย (ใช่ มีมากกว่าหนึ่งคน! ประมาณ 7-8 คนได้มั้ง) เมื่อเจอหน้าเราเฮฮา เราซัมเดย์ เราตู้ปลา เรามีจุดศูนย์รวมเป็นเพลงของพี่บอยตรัยฯ เรามีปอยพอร์เทรตเป็นรหัสลับไว้พูดคุย เรามีเบเกอรี่ มีสมอลล์รูมเป็นหนังสือเพลง เรากลับบ้านตอนรถไกล้หมดคือก่อนเที่ยงคืน แต่หลังจากถึงบ้าน ไดอารี่ออนไลน์ของพวกเราก็โชยภาษาความเหงาออกมาเหมือนเดิม ขั้นตอนเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อแปดเก้าปีก่อนช่างไม่ต่างอะไรกับการฟอลโลว์กันและกันผ่านไมโครบล็อกอย่างทวิตเตอร์ทุกวันนี้เลย

tumblr_mmp0peUe181qmqtv7o1_1280

Parallel Universe

แม้ความสนุกของ MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY จะอยู่ที่เรื่องที่เต๋อ (ผู้กำกับ) ที่ปั้นเรื่องราวอันแสนพิสดารเกินจินตนาการให้เราตามไปได้เรื่อยๆ แต่เชื่อว่าในโรงหนังไม่ได้มีผมคนเดียวที่เชื่อว่าชีวิตจริงของแมรี่ไม่มีทางเป็นอย่างนี้แน่ๆ ใส่เสื้อลายเดียวกันทุกวัน ใช้ชีวิตบ่นเพ้อราวกับโชโจะมังหงะ (การ์ตูนสาววัยรุ่นญี่ปุ่นว้าวุ่นช่างฝัน) และใช้ชีวิตในบางช่วงช่างปล่อยวางไร้ไคลแม็กซ์ราวกับหนัง Yasujiro Ozu แต่บางช่วงกลับออกทะเล ไปไวมาไว เซอร์เรียลเถื่อนดิบดูละม้ายคล้ายจะเอาดีทางทาเคชิ คิตาโนะ

วินาทีที่ผมเริ่มรู้สึกอย่างนั้น ผมว่าผมเริ่มแยกตัวออกมา (ผมทนไม่ได้ ha-ha แต่เป็นความทนไม่ได้ที่ได้จังหวะดีนะ) แล้วก็เริ่มเห็นต่างกับหนังแทบจะตลอดทั้ง 300 กว่าทวีตหลังๆ เมื่อมองมันเป็นเพียงทวีตธรรมดา และภาพในจอแค่เรื่องเล่าจากจินตนาการหรือความศรัทธาเรื่องหนึ่ง ผมวาดภาพคู่ขนานกับทวีตเหล่านั้นเอาเอง ผลที่ได้? ชีวิตแมรี่ในความคิดผมเป็นแค่สาวเวิ่นเว้อทั่วไปคนหนึ่งเท่านั้นเอง

นั่นน่าจะเป็นเสน่ห์อย่างหนักของหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้หนังได้รับรางวัลจากเมืองนอก ไม่น่าจะใช่แค่เพราะความฉลาดหรือมุกที่ทำให้หนังสื่อสารกับฝรั่งได้แล้วฝรั่งชม แต่เป็นความแปลกแยกของตัวหนังที่ทำให้เราอยู่ๆ ก็ตื่นจากการเชื่อตามหนัง แล้วจินตนาการเรื่องราวต่างๆ จากทวีตนั่นตามทางของเราเองได้ จนเมื่อหนังจบเราอาจอดคิดไม่ได้ว่า หรือเวลาเราอ่านทวีตคนอื่นในชีวิตจริง เราก็ “จิ้น” ชีวิตของคนๆ นั้นในแบบของเรา และมันเกินกว่าที่มันควรจะเป็นเสมอๆ เลยสินะ

Guessing The Life of Mary

ในหนัง MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY คือการเล่าชีวิตของแมรี่ในแบบที่ พิสซีน พาย พาเตล เล่าให้แขกของเขาฟัง

ผมไม่รู้เต๋อตั้งใจจะสื่อหรือเปล่า หรือเป็นแค่ความบังเอิญที่หนังเรื่อง The Life of Pi ถูกย้ำถึงสองครั้งในหนัง (จริงๆ ต้องบอกว่าในทวีต) เพราะการจะอธิบายเรื่องทั้งหมดในหัวข้อที่แล้วนั้น จริงๆ อธิบายแบบสปอยล์ (ระดับคอนเสปต์) ได้เลยว่า จริงๆ แล้วในหนัง MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY คือการเล่าชีวิตของแมรี่ในแบบที่พิสซีน พาย พาเตล เล่าให้แขกของเขาฟัง ส่วนตัวผมเชื่อว่าเหตุที่เต๋อเลือกตัดตอน 410 ทวีตนี้มาใช้ น่าจะเป็นเพราะมีสักสองสามประโยคที่เป็นแก่นสารของเรื่องทั้งหมดอยู่บ้าง ซึ่งถ้าจะเดาว่าเป็นอันไหน ผมเดาว่าทวีตสองสามอันนี้แหละที่น่าจะเป็นใจความสำคัญ

ว่าไม่ว่าเจ้าของทวีตจะหมายความว่าอย่างไร ความสนุก (หรือไม่สนุก) ล้วนอยู่ที่คนอ่าน อยู่ที่คนที่ไปตีความ

Simpler version mary?

tumblr_muvcal76151qmqtv7o1_500สมมติว่าแมรี่ไปอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลเหมือนตอนจบ The Life of Pi ก็เลยจะขอตีความเอาตามที่เราคิด (ha-ha)

คือสมมติว่าถ้าผมได้อ่านแค่ทวีต แล้วจะเล่าเรื่องราวของแมรี่บนระนาบแห่ง PROBABILITY (ความน่าจะเป็นเรื่องจริง ในความคิดเรา) ผมว่าทวีตของแมรี่หลังจากปอกเปลือกออกมาหมดแล้วนั้นก็คงจะได้เรื่อง “ไม่น่าสนใจ ไม่ก็น่าเบื่อสุดๆ” พอๆ กับเรื่องของพาย และเรื่องน่าจะออกทำนองนี้ ผมเดาว่า

  1. แมรี่น่าจะเรียนมหาวิทยาลัย เรียนกราฟิกดีไซน์ (สีที่ถูกเอ่ยถึงในหนังมีสีไม้ สีโปสเตอร์ใช่มะ? เพ้นต์แจกัน)
  2. แมรี่ใช้ Illustrator เป็นแต่ไม่คล่องมาก เพิ่งต้องมาใช้งานเยอะๆประมาณปลายปี 2555 (สงสัยจะเพิ่งเลื่อนชั้นปีแล้วเพิ่งได้รับอนุญาตให้ส่งงานเป็นไฟล์)
  3. แมรี่ไม่น่าจะใช้ไอโฟน เพราะเธอไม่ได้เรียกมือถือเธอว่าไอโฟน น่าจะเป็นซัมซุงใดๆ สักรุ่นหนึ่ง และน่าจะใช้อะแดปเตอร์จีนแดง (เพราะไฟดูด)
  4. แมรี่ชอบเย็บปักถักร้อย (นิตติ้งได้แน่นอน) และห้องรก บ้านรก สมบัติพัสถานน่าจะกองๆ เพราะมัวแต่ทำงานและธีสิส ไม่มีเวลาเก็บห้อง
  5. เธอมีแฟนแล้ว แต่เธอกับแฟนเป็นประเภท intimacy ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกกันและกัน แต่ดันเต็มไปด้วยอุปสรรคด้านลีลาภาษาเวลาพูดคุยกัน (เล่นซ่อนแอบความรู้สึกกันประดุจหนังอินเดีย) เลยกลายเป็นความสัมพันธ์แบบกลับไม่ได้ ไปก็ไม่ถึง (ฟินาเล่) สักที
  6. ผู้ชายคนนั้นก็หล่อเท่ไปวันๆ ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความเวิ่นหรือความหมายแฝงในอวัจนภาษาของแมรี่เลย
  7. แมรี่ชอบทำงานดึกๆ สี่ทุ่ม นอนสักตีสี่ตีห้า ตื่นอีกทีสิบโมงเช้า นี่เป็นอีกข้อที่ยืนยันลักษณะความเป็นกราฟิกดีไซเนอร์… อ่อ มีพวกหนังสือ references ด้วย
  8. แมรี่ตัวจริงไม่น่าชอบหนังหว่องฯ เพราะแมรี่ไม่ค่อยมีเวลาดูหนัง และดูจากที่ชอบ The Life of Pi เดาว่าดราม่าฮอลลีวู้ดถูกใจแมรี่มากกว่า
  9. มุกแมรี่ฝืด แต่จริงๆ เพราะไม่ได้ต้องการขำ แค่เล่นคำฉันก็มีความสุขของฉันไปวันๆ แล้ว (เข้าใจปะ?)
  10. กล่าวโดยสรุป แมรี่เป็นทวิตเตอร์ยูสเซอร์ที่ใช้งานทวิตเตอร์ได้อย่างถูกต้องที่สุด มันไม่ได้มีไว้คุย มันมีเอาไว้บ่นของเรา
  11. บ้านแมรี่อยู่หลังเขา… ขอไวท์บอร์ดครับ… ขอเดาครับ เดาว่าแม่ฮ่องสอน
  12. ซูริยังมีชีวิตอยู่ และยังคงทึ่งกับพริ้นเตอร์ของแมรี่อยู่เหมือนเดิม
  13. ฯลฯ

อ่านที่ตัวเองเพิ่งเขียนไปก็รู้สึกได้ว่า ถ้าจะแกะและเดาเรื่องคนอื่นจากทวิตเตอร์ฝีดนี่ วิสัยสตอล์เกอร์ชัดๆ -_- และเห็นได้ชัดว่า ถ้าให้ผมไปเขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้เสียเอง ผมไม่มีทางทำหนังได้น่ารักน่าตีเหมือนที่เต๋อทำอย่างแน่นอน

tumblr_mqqahsJmNu1qmqtv7o1_1280

Life-after-followed

คนส่วนใหญ่จะฟอลโลวแมรี่หลังจากไปดูหนัง (บางคนไม่กล้าฟอลโลวก่อนเพราะกลัวโดนสปอยล์ ซึ่ง… ไม่รู้คิดอย่างนั้นได้ยังไง แต่หนึ่งในนั้นก็ผมนี่แหละ)

เรากำลังหลงรักแมรี่ หรือเรากำลังหลงรักแมรี่ในจินตนาการของเราเองอยู่กันแน่?

และหลังจากเราตามอ่านสักพักเราจะรู้สึกเลยว่าทั้งทวีตและชีวิตของแมรี่นั้นแสนจะธรรมดาจนเรียกได้ว่าถ้าไม่สนิทก็คงจะอ่านผ่านๆ ไป หรือตามไปสักพักก็คงจัดหมวดให้แมรี่กลายเป็นกลุ่มคนผู้ทวีตคำคมได้คมคายมาก แต่ชีวิตของแมรี่ก็ดูจะไม่ได้เดินหน้าอย่างวิบากเท่าจินตนาการในหนังของเต๋อที่เราเคยดูมาอีกแล้ว

ชีวิตจริงส่วนใหญ่เราก็มักจะเจอเหตุการณ์อย่างนี้นะครับ บ่อยครั้งที่เราตามทวีตคนอื่นเพราะสีสันและลีลาในภาษา แต่บางทีคนที่นั่งตรงข้ามแป้นคีย์บอร์ดนั้นอาจเป็นอีกอย่างหนึ่งชนิด 180 องศาเลยก็เป็นได้

สำหรับคนที่รักหนัง MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY หนังเรื่องนี้น่าจะสอนเราอีกเรื่องหนึ่งได้ดี ว่าเราอาจตกหลุมรักคนๆ หนึ่งที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทวีตนั้นอย่างอยุติธรรม ด้วยการหลงรักเพียงตัวหนังสือของเขาอย่างเดียว แล้วถ้าแมรี่ไม่สวย หรือไม่น่ารักเท่าตัวหนังสือของเธอล่ะ? หรือไม่ได้คมคายขนาดหนักอะไรนักหนาเวลานั่งคุยกันไปกินเค้กกล้วยหอมกันไป แล้วเราจะยังรักเธอไหม? เรากำลังหลงรักแมรี่ หรือเรากำลังหลงรักแมรี่ในจินตนาการของเราเองอยู่กันแน่?

Is “MARY IS HAPPY” happy?

ประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตอย่างวนซ้ำและการถามหาสูตรสำเร็จในการเอาชนะชีวิตอันเป็น routines หรือทำในสิ่งที่ตัวทำไม่ได้ (อย่างแมรี่ในเรื่องที่พยายามเหลือเกินกับการสร้างความสัมพันธ์) ตามท้องเรื่องของเต๋อเองผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่บทวิจารณ์ไหนๆ เขาก็คงพูดกัน น่าเบื่อนะครับ คือหนังหลายเรื่องก็พูดถึงประเด็นอย่างนี้กันไปหมดแล้วล่ะตั้งแต่ The Groundhog day มา จนถึง Run, Lola, Run ยัน About Time แล้วกับเนื้อหาในหนังที่ให้ภาพอย่าง Anti-realism อย่าง MARY นี่ก็ไม่รู้จะลงรายละเอียดกันยังไง เอาเป็นว่าวังวนอย่างชีวิตของแมรี่นั้น สุดท้ายแมรี่เรียนรู้ได้เองว่า “ความพยายามอยู่ที่นั่น ความสำเร็จก็จะอยู่ที่ไหน” นั่นเอง

tumblr_ms656aQmNS1qmqtv7o1_500

แมรี่ในเรื่อง หลุดจากวังวนเก่า เข้าสู่วังวนใหม่ จากซีนสุดท้ายดูเธอไม่น่าจะแฮ้ปปี้ ตรงกันข้าม เท่าที่ผมเพิ่งไปอ่านล่าสุด แมรี่ในชีวิตจริงน่าจะกำลังแฮ้ปปี้ดี ชีวิตเธอคงเป็นวังวนของการเรียนหนักทำงานหนักเหมือนเดิม และชีวิตของเธอยังคงเดินวนต่อไป

แค่ทวิตเตอร์ชุดเดียวกัน อ่านกันสองสามคนยังหาความจริงได้ไม่ตรงกันสักคนเลย แล้วจะสำมะหาอันใด จะสาละวนกับความเวิ่นเว้อที่จริงแค่ประเดี๋ยวเดียวในทวีตพวกนี้กันไปใยเล่า?

อยากรู้จักก็ไปรู้จักเจ้าของทวิตเตอร์ไปเลย ผมว่าดีกว่าครับ

สุดท้ายนี้

สุดท้ายนี้ถ้าได้เจอแมรี่ ผมอยากซื้ออะแดปเตอร์ชาร์จโทรศัพท์แบบที่ไฟไม่ดูดให้เธอสักอัน ถือเป็นของสมน้ำหน้าคุณสำหรับบทหนังเรื่องนี้ สวัสดี

[note]รูปทั้งหมดเราขโมยมาจากทัมเบลอร์ของผู้กำกับ ลิ้งค์อยู่ที่ชื่อด้านล่าง
ถ้าไม่ให้ใช้บอกนะ เรากราบขออภัย

MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY Directed by Nawapol Thamrongrattanarit[/note]

pattern ของ สภาประชาชน (ที่ผมคิด)

[quote]เดี๋ยวนะ สภาประชาชนเลือกนายก แล้วใครเป็นคนเลือกสภาประชาชน ผมงง[/quote]

ข้อความทางขวา โคว้ตจากทวิตเตอร์ของคุณ @DuangritBunnag December 4, 2013

โคว้ตนี้ผ่านตามาตอนที่ผมตั้งคำถามเรื่องเดียวกันในเช้าวันนั้น จากเมื่อวานนี้ที่อะไรเกิดขึ้นเต็มไปหมด

แล้วไงต่อ?

ผมไม่รู้จะใจดีหรือเสียใจดีเวลาที่เราเหมือนจะมาถึงจุดหนึ่งที่ต้องตัดสินใจ ทว่าไม่มีประมวลความคิดใดๆ ไว้ให้สังเคราะห์วิธีการ มีแต่คอนเสปต์คร่าวๆ ของหลายๆ สิ่งที่อยากให้เป็น

ใจจริงอยากจะให้มีสูตรสำเร็จอยู่แล้ว และประชาชนมีความสามารถพอที่จะเข้าสู่ระบบ รวมทั้งบริหารจัดการระบบนี้ด้วยตัวของเราเอง แต่ข้อจำกัดก็มีมากเกินไป เกินกว่าจะไปหยิบชุดความคิดสำเร็จรูปใดๆ มาใช้ ที่ใกล้เคียงจริงๆ ก็… เหมือนจะเคยใช้มาบ้างแล้ว หรือไม่ก็ถ้าหยิบขึ้นมาพูดถึงก็จะเป็นขบถต่อบ้านต่อเมืองไปเสียเปล่าๆ

จึงต้องใช้วิธีอุปโลกน์มันขึ้นจากความคิด แล้วเขียนเป็นบล็อกเพื่ออธิบายแนวคิดที่เป็นไปได้สำหรับการจัดการให้สภาประชาชนแบบไทยๆ ตามที่ผมคิดของผมเองคนเดียวเกิดขึ้นได้
lots of theories everywhere

pattern ของ สภาประชาชน ที่ฝันถึง

  1. คนมีการศึกษาแท้มาบริหารประเทศ คำว่าการศึกษา หากอาศัยแบบอย่างจากพระเจ้าอยู่หัว จึงควรหมายถึงทั้งวุฒิการศึกษา และความรู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง หรือท้องถิ่น เป็นที่รู้จักกว้างขวางได้
  2. หนึ่งคนไม่ต้องรู้ทุกอย่าง เพราะแบ่งงานกันทำ ประชาชนทั้งสภาไม่จำเป็นจะต้องทำได้ทุกอย่าง แต่ต้องทำสิ่งที่ตัวรู้ได้ดีที่สุด นั่นแปลว่าเราจะเจอผู้เก่งกาจได้ทั้งในสายงานเกษตร ออกแบบ นิเทศ กฎหมาย ไปจนถึงนักวิชาการ ฯลฯ ปะปนกันไป แต่ทุกคนยังคงต้องเห็นพ้องกันไปในทางใดทางหนึ่งด้วยการโหวตสรุปผลอยู่ดี
  3. ทั้งดำเนินการและตรวจสอบ (รัฐบาลและฝ่ายค้าน) ทำงานอยู่ข้างเดียวกัน ถึงสภาพของสภาประชาชนจะเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎรที่มีมาแต่ไหนแต่ไร แต่หากจะทำใหม่จุดประสงค์การมีอยู่ของสภาประชาชนควรสร้างสรรค์กว่าเดิม
  4. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานสภาและผู้ควบคุมการประชุม ก็ข้อมูลดีๆ ก็อยู่ในการประชุมสภาทั้งนั้น ก็ไม่รู้สินะ… ทำไมจะไม่อยู่ล่ะครับ?

วิธีทำให้ได้ สภาประชาชน นี้

  1. รับสมัครจากการศึกษาหรือการยอมรับ และไม่เก็บค่าสมัคร ปัญหาที่ไม่เข้าท่าที่สุด คงเป็นคนที่เราว่าเข้าท่าที่สุดจะไม่มีเงินจะสมัครเพื่อสอบสภาประชาชนนี่ละมั้ง
  2. ให้ประชาชนกำหนดโจทย์ ทุกวันนี้เราปล่อยให้ ส.ส. และพรรคการเมืองคิดโจทย์ แล้วก็ตอบให้เราเสร็จสรรพว่าเราอยากได้อะไร แล้วเขาก็เสนอคล้ายๆ กันทุกปี ทำไมเราจึงทำราวกับเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปัญหาของประเทศเราเองคืออะไร? ถ้าเปลี่ยนข้อนี้ได้ก็ดี ผมเลยอยากเสนอว่า
    • โหวตคำถามมาจากประชาชนในแต่ละจังหวัด (ได้มา 77 ข้อ!!)
    • จัดกลุ่มของคำถามโดยใช้กระทรวงเป็นตัวแบ่งคำถามออกเป็นกลุ่ม
    • ใช้คำถามนี้ให้ผู้สมัครเลือกตอบตามถนัด 1 กลุ่ม
  3. ประกาศคำถาม และให้เวลา 1 เดือนในการส่งคำตอบด้วยลายมือ และตรวจโดยใครก็ได้ไม่มีปัญหา
  4. กระจายคำตอบของผู้สมัครให้ประชาชนได้อ่าน
  5. แต่ละจังหวัดเลือกตั้งสมาชิกสภาตามจำนวนผู้แทนที่กำหนด ใน 1 เดือนถัดไป

ถ้าเบื้องต้นเราคัดสรรแต่คนดีๆ มาเป็นสภาได้ ขั้นตอนอื่นๆ เช่น การคัดสรรนายกรัฐมนตรี คงเกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยตัวของมันเอง

Spike Lee กับเอเจนซี่ และแพทเทิร์นของงานฟรี “ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้”

Always there are,
a nobleman, a butler, and the peasant

คงอยู่เสมอคือจ้าวเมือง จ้าวบ่าว และชาวบ้าน

Freelancers (ฟรีแลนเซอร์ส) ทุกคนเคยทำงานฟรีเพื่อหวังจะได้รับผลตอบแทนเป็นสิ่งอื่นที่แม้จะไม่คุ้มในวันนี้ก็อาจจะคุ้มในระยะยาว เช่น การได้ร่วมงานกับศิลปินดังหรือผู้มีชื่อเสียง การได้ทำงานกับองค์กรใหญ่หรือทีมงานมืออาชีพ สิ่งเหล่านี้มักมากับการได้ค่าแรงเพียงน้อยนิด แลกกับการได้ชื่อว่าได้ร่วมงาน

Story of Juan Luis Garcia

จดหมายเปิดผนึกของ ฮวน ลูอิส การ์เซีย เล่าว่าได้รับการติดต่อจากเอเจนซี่เจ้าหนึ่งซึ่งอ้างว่ารับบริหารงานให้หนัง Old Boy ฉบับรีเมคของสไปค์ ลี (Spike Lee) อยู่ และเสนอว่าเขากำลังหาคนทำร่างแบบโปสเตอร์สำหรับหนังเรื่องนี้ และคิดว่าการ์เซียน่าจะสนใจเพราะเป็นการได้ร่วมงานกับผู้กำกับมากฝีมือ

เอเจนซี่กล่าวว่าหนังเรื่องนี้งบน้อย และตนมีเงินสำหรับให้ในขั้นตอนทำร่างแบบโปสเตอร์ (Comps) นี้น้อยมาก แต่ให้ข้อเสนอว่าหลังจากผ่านขั้นร่างไปแล้ว ถ้าลูกค้าโอเค ไปคาดหวังเงินตอนขายสิทธิ์ขาด (Licensing Buyout Fee) ก็ได้ น่าจะได้ก้อนโตคุ้ม

การ์เซียทำงานกับเอเจนซี่โดยไม่เคยได้ติดต่อกับผู้กำกับสไปค์ ลี โดยตรง (และไม่มีสัญญา work-for-hire ประกอบ) งานคอมป์สทั้งหมดนี้ใช้เวลาทำร่วม 2 เดือน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าอุทิศทั้งแรงกายแรงใจ สุขภาพ และหลายครั้งกระทบชีวิตคู่แต่งงานของเขาด้วย (เข้าใจว่าทำงานส่งงานกันออนไลน์เท่านั้น)

ผลที่ได้? งานออกมาเป็นที่น่าพอใจมากและลีชอบงานชุดนี้เกือบทั้งชุด เอเจนซี่จึงขอตกลงเรื่องซื้อขายสิทธิ์ขาดในงานออกแบบชุดนี้ด้วยราคา… ที่การเซียเรียกว่า “เหมือนดูถูกกัน” (insultingly low offer) โดยการ์เซียให้เหตุผลว่าจำนวนเงินที่เสนอให้นั้นเขาสามารถหาได้จากการเป็นผู้ช่วยช่างภาพ ใช้เวลาแค่วันเดียว

หลังจากตกลงกันไม่ได้อยู่พักหนึ่งจึงเกิดการปฏิเสธงานกัน และเอเจนซี่เริ่มออกอาการ “อย่าเล่นตลกกับสไปค์ ลี” เกิดการโกรธ ด่าทอ สาปแช่ง ไปจนถึงจะฟ้องเอาให้หมดตัวกันเลยทีเดียว (ในภาวะที่ไม่มีสัญญาประกอบ?) อย่างไรก็ตาม หลังจากการตกลงกันไม่ได้นั้นเอเจนซี่ยังไม่ได้ให้เงินใดๆ แม้แต่ค่าร่างแบบตามที่ตกลงกันไว้

ข้อตกลงหนึ่งที่ตกลงกันไว้หลวมๆ ระหว่างเอเจนซี่กับการ์เซียคือการ “เอางานต้นแบบลงได้นะเพื่อให้คนรู้ว่าเป็นงานของคุณ” ซึ่งจริงๆ ตามเนื้อเรื่องที่ไม่มีการทะเลาะกัน การ์เซียควรจะลงได้ตอนที่งานต้นแบบออกแล้ว แต่เนื่องจากการตกลงทำเพียงปากเปล่า การอนุญาตเช่นนี้จึงหาขอบเขตเอาได้ตามแต่ใจทั้งสองฝ่ายไปโดยปริยาย การ์เซียผู้มาถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็เลยลงบรรดาร่างแบบทั้งหลายเก็บไว้ใน portfolio (งานเก่าๆ) ของตัวเอง หลับไป

เช้าวันรุ่งขึ้น Google Alert ที่การ์เซียตั้งค่าดักไว้แจ้งว่ามีบล็อกเกอร์หลายเจ้าเอาโปสเตอร์เหล่านั้นไปลงในบล็อกของตนเรียบร้อยแล้ว การ์เซียกล่าวว่าไม่คิดว่าจะมีคนสนใจขนาดนั้น อย่างไรก็ตามเขาเขียนเมลบอกเอเจนซี่ว่า เขาไม่ได้ยินยอมให้บล็อกเกอร์คนไหนเอาไปใช้เลย เป็นแต่การเก็บเข้าพอร์ตฯ เท่านั้น และเขาจะเอาออกจากพอร์ตฯ ทันที

ผลนั้นเดาไม่ได้ยาก โทรศัพท์ คำด่า อีเมลขอคำอธิบายไปที่เอเจนซี่ของ ลี ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน

กระทั่ง 28 พฤศจิกายน ในเฟซบุ๊คเพจทางการของหนังมีการลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ แต่เป็นแบบเดียวกับ comps ทั้งหลายที่การ์เซียได้ออกแบบไป

เรื่องยังอีกยาวแต่กล่าวโดยสรุป การ์เซียพยายามจะติดต่อกับสไปค์ ลี โดยตรง และหวังว่าจะได้รับความเห็นใจในฐานะคนออกแบบตัวจริง และนี่คือสิ่งที่สไปค์ ลี ตอบกลับมาทางทวิตเตอร์เช้านี้

spike lee response on Juan Luis Garcia's mail

The offer he can’t refuse

[pricing_table columns=”3″]

[pricing_column][price_info title=”Juan Luis Garcia” cost=”Loses” highlighted=”The Peasant”]เมื่อได้รับข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงขนาดนั้น เพื่อชื่อเสียง เป็นผมๆ ก็ทำให้นะ[/price_info]

  • ไม่ร่างสัญญาใดๆ แม้แต่ทางอิเลคทรอนิคส์
  • ในสัญญาก็คงไม่ได้ระบุ Cancellation/Rejection/Kill Fee (แล้วแต่จะเรียก)

[/pricing_column]

[pricing_column][price_info title=”Agency” cost=”Wins” highlighted=”The Butler/burglar”]นึกว่ามีแต่เราที่เจอเสียอีก[/price_info]

  • ในความรู้สึกคือโกงตั้งแต่บอกไม่มีงบแล้ว
  • การที่สไปค์ ลีบอกว่าไม่รู้จักการ์เซียเลยนั่นแปลว่าเอเจนซี่ไม่เคยเอ่ยถึงการ์เซียในการประชุมเลยแน่นอน นี่คือการโกงเครดิต

[/pricing_column]

[pricing_column][price_info title=”Spike Lee” cost=”Loses” highlighted=”The Nobleman”]I don’t know![/price_info]

  • เป็นไปได้ว่าสไปค์ ลี ไม่รู้จักจริงๆ
  • เสียที่วุฒิภาวะการสบถเร็วไปทำให้ผลเสียเข้าตัว
  • ควรเช็คเอเจนซี่ว่าเละแค่ไหน โกงหรือไม่ ยังไง แล้วแสดงความยุติธรรมกับเรื่องนี้หน่อย เพราะเรื่องตอนนี้บานปลาย คนทั้งทวิตเตอร์พูดถึงและแชร์กันเยอะมากแล้ว

[/pricing_column][/pricing_table]

End of Story

ทำไมสไปค์ ลี จึงมีสิทธิ์พูดว่าผมไม่รู้ และหมอนี่อาจจะมาหลอกกินฟรีจากเขาก็ได้ ทำไมสไปค์ ลี จึงถูก? ลองฟังนิทานสั้นๆเรื่องนี้ดูนะครับ

แก้วล้างจานอยู่ในครัว ก้อยเอาขยะไปทิ้งหน้าบ้าน กิ่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น แก้วเรียกกิ่งมาช่วยหั่นผัก ก้อยเข้ามาในครัวบอกว่าจะไปตลาด จะให้ซื้ออะไรไหม?  แก้วบอกว่าไม่เป็นไร ขาเดินออกมาก้อยเห็นหนังสือที่กิ่งอ่านวางอยู่บนโซฟาน่าสนใจจึงหยิบติดมือไปอ่านด้วย กิ่งหั่นผักเสร็จเดินกลับมาจะมาอ่านหนังสือต่อ แก้วเปิดไฟต้มซุปรอเดือด เดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น… จากเรื่องนี้ข้อใดบ้างที่ถูก?

  1. กิ่งนั่งรอแก้วเอาหนังสือกลับมาคืน
  2. กิ่งไปเปิดถุงขยะหน้าบ้านดูว่าลืมหนังสือไว้ในนั้นหรือเปล่า
  3. แก้วบอกกิ่งว่าก้อยยืมหนังสือไปอ่าน

 

แต่เนื่องจากเราผู้เป็นผู้อ่านย่อมรู้ดีกว่าตัวละครในเรื่อง ดังนั้นจึงมีเพียงข้อ 2. เท่านั้นที่ถูก
หลายครั้งบางเรื่องเราก็มองจากมุมมองของผู้รู้สำเร็จ (absolute beholder) จนเกินไป 🙂

เกี่ยวกับ Cancellation / Rejection / Kill Fee อย่างย่อๆ
รูปจาก Juan Luis Garcia’s Mail

The Counselor หมองู จนตรอกเพราะงู

Know your consequences

มีหนังอยู่จำนวนหนึ่งของ Ridley Scott ที่มีตีมซ้ำๆ กันจนสรุปได้เป็นคำหนึ่งซึ่งผมไม่รู้จะใช้คำไทยว่าอะไรดี จึงจำเป็นจะต้องทับศัพท์ไปว่า Consequences

และสำหรับ Ridley Scott หนังของเขามักสนุกกับการแสดงให้คนดูเห็น Consequences เหล่านั้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำแรกอย่างสนุกสนาน และ (ในหนัง) โดยมากจะเป็นไปในทางลบ แย่ลงเรื่อยๆ แล้วแถมยังยาวไกลไปราวกับไร้จุดสิ้นสุด หนังในกลุ่มนี้ก็เช่น Aliens Trilogy, Thelma & Louise, Body of Lies, Prometheus รวมถึง The Counselor นี่ด้วย

ชอบซีนนี้สุดละ

อันที่จริงผมรู้สึกว่าความหมายสำหรับคำว่า Consequences ในภาษาไทยไม่น่าจะใช่คำว่าผลลัพธ์ หรือบทสรุปเสียทีเดียว เพราะโดยตัวคำว่าผลลัพธ์เองมักสื่อในทำนองว่ามีเพียงหนึ่ง ซึ่งน่าจะตรงกับคำว่า Result เสียมากกว่า และถึงเราจะใช้ Results เป็นพหูพจน์มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างเพิ่มขึ้นเท่าไรนัก เพราะ Results นั้นหมายถึงผลลัพธ์จำนวนหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ แต่ Consequences ไม่ใช่อย่างนั้น มันหมายถึงผลลัพธ์ยาวๆ ที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จากชิ้นแรกไปถึงชิ้นสุดท้ายโดยไม่มีการข้ามลำดับกัน

และ Consequences เองก็ดูคล้ายๆ กรรมแต่ไม่น่าจะใช่ เพราะกรรมเองก็ถูกจำกัดขนาดโดยสิ่งที่เราทำลงไปว่า “มันจะสะท้อนกลับมาเป็นปริมาณเท่ากัน” และสำหรับคนสมัยนี้ บางทีกรรมก็เป็นแค่คำปลอบใจสำหรับคนที่รู้สึกว่าผลการกระทำเหล่านั้นมันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปเสียหน่อย ทั้งที่จริงๆ  Consequences คือผลต่อเนื่องอันเป็นธรรมชาติเมื่อเราเลือกทำบางสิ่งลงไป ก็แค่นั้น ส่วนมันจะดีหรือไม่ดี นั่นเป็นการเลือกจะให้คุณค่าแก่มันของเราเองต่างหาก

ซึ่งคำอธิบายเรื่องนี้อยู่ในซีนโทรศัพท์เกือบสุดท้าย (ที่ผมชอบสุดละ) มันเหมือนหลายๆ ครั้งที่ในชีวิตคนเรามันไม่มีทางไปต่อ และรอบข้างเราก็มีแค่คำปลอบใจที่ไม่ว่าจะแค่สวยหรูหรือเจาะลึกลงไปถึงสัจธรรมแห่งชีวิตได้ถึงแก่นเลยก็ตาม ณ วินาทีนั้น มันกลับฟังดูแล้วเปล่าประโยชน์จังเลย

Never get to know a movie by its trailers

cameron diaz at her best in the counselor

และนี่เป็นอีกครั้งที่คนพร้อมใจกันโห่หนังเรื่องนี้ เพราะพากันคาดหวังไปแล้วว่าจะได้ดูหนังบู๊แอคชั่นสนองอะดรีนาลีน ว่าด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคมของพ่อค้ายาสามสี่คนในเรื่องเพราะอินไปกับหนังตัวอย่างแล้ว (อย่าเชื่อหนังตัวอย่าง!)

และเป็นอีกครั้งที่นักวิจารณ์เกือบทั้งซอยฟันธงลงเป็นเสียงเดียวกันว่าหนังมันไม่ดี ไม่ได้พาเราไปสรุปตรงไหนเลย แต่หากข้อสรุปเป็นอย่างนี้เพราะนักวิจารณ์มาดูหนังเรื่องนี้ตามปริมาณความสนุกเท่าที่เห็นในหนังตัวอย่าง นั่นย่อมไม่ใช่ความผิดของหนัง

ขอบคุณเสียงวิจารณ์ในด้านลบที่ทำให้ผมเองก็หยุดคาดหวังกับฉากแอคชั่นไปโดยปริยาย แต่ผมเองก็ประวิงเวลาจะดูฉากบู๊ไปจนหนังผ่านไปแล้วเกือบจะจบเรื่องเหมือนกันถึงเพิ่งแน่ใจว่าตัวเองมาผิดทางจริงๆ หนังเลี้ยงความรู้สึกเราไปเรื่อยๆ แล้วปล่อยให้เราถอดใจในแทบจะสิบห้านาทีสุดท้ายว่าที่แท้นี่ไม่ใช่หนังแอคชั่น ทว่าเป็นดราม่าหมัดหนักที่แจ๊บหมัดเล็กๆ ใส่หน้าเราไปเรื่อยๆ ท้าให้เราสู้ ก่อนจะปล่อยอัพเปอร์คัตขวาลุ่นๆ เข้าที่ปลายคางของเราอย่างจังตอนที่คุณเริ่มแน่ใจแล้วว่าโดนหลอก และนั่นหนักพอจะทำให้เราแหงนมองฟ้าได้ในทันที ไม่ทันได้ฟูมฟาย จนต้องออกมาบอกว่าตัวเอง “ผิดหวัง” กับริดลี่ย์ สก็อตต์ เหลือเกินที่ฉันไม่ฟิน (อิ่มเอมใจ) กับอะไรๆ ในหนังสักอย่างเลย

กี่ครั้งแล้วที่เราโดนหลอกด้วยหนังตัวอย่าง? (โดยเฉพาะหนังไทย) ในฮอลลีวู้ดก็ไม่ต่างกันครับ หนังดราม่าโหดหินหลายเรื่อง และหนังอาร์ตเฮ้าส์จำนวนหนึ่ง ถูกตัดร้อยเรียงใหม่โดยผู้จัดจำหน่ายให้ดูเหมือนหนังแอคชั่นกระทั่งหนังอีโรติค แต่เอาเข้าจริงๆ ราวกับหนังคนละม้วนเลย แต่อย่างน้อยที่สุดเขาเสี่ยงน้อยลง นั่นเป็นสิทธิ์ของผู้จัดจำหน่ายที่จะทำ

และควรเป็นสิทธิ์ของเราด้วยที่จะฟังคำวิพากษ์หนัง แต่เราจะเข้าไปดูในฐานะผู้เริ่มฟังเรื่องราวใหม่ตั้งแต่ต้นว่า “ไหนๆ เล่าให้ฟังใหม่ตั้งแต่ต้นซิ” นั่นคือสิทธิ์ในการจ่ายเงินเป็นร้อยมาเพื่อจะไม่เชื่อสิ่งที่นักวิจารณ์ “เขาเล่าว่า” ต่อๆ กันมา เรามีหัวจิตหัวใจ เราเข้าใจตัวละครในแบบของเราได้เองครับ

Life cannot be undone

ผมเชื่อว่าจุดประสงค์สุดท้ายของ Ridley Scott ที่บอกเล่าในหนังหลายๆ เรื่อง (และจากส่วนหนึ่งที่ยกมาข้างต้น) ที่เล่าถึงหายนะอันเกิดแต่การ “เลือก” ของตัวละครนั้นไม่ใช่การพยายามบอกว่าเราควรสิ้นหวัง แล้วก็ไม่ใช่บอกว่าเราควรเลือกให้ถูกด้วย แต่สิ่งที่เป็นจริงที่สุดสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ คือ “คุณรู้ผลของสิ่งที่คุณต้องเลือกเองดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่คุณต้องยอมรับผลของมัน ไม่ว่าคุณจะจินตนาการผลลัพธ์นั้นเล็กกว่าที่ควรจะเป็นไปแค่ไหนก็ตาม”

เราไม่รู้จักใครจริงๆ หรอกจนกว่าเราจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร (ในชีวิต) หนังพูดเรื่องนี้เต็มๆ

The Counselor เป็นหนังสุดโต่งอีกเรื่องที่เรียกว่าจำเป็นต้องเลือกใช้สถานการณ์ของยาเสพติดในตลาดมืดมาเล่นเพียงเพื่อจะให้ภาพผลกรรมของตัวเอกนั้นเตลิดไปได้ไกลสุดโต่งอย่างที่เราเองก็จะคาดไม่ถึงได้ แล้วมันจะให้ผลทางความรู้สึกเรามากจริงๆ หากเราเกาะติดตัวละครไปเรื่อยๆ จนถึงปากเหว แล้วในตอนนั้นที่ตัวเอกพยายามจะเสี่ยงหรือลุ้นอะไรสักอย่าง แม้จะไม่มีฉากแอคชั่นเลยก็ตามแต่คุณจะรู้เลยว่าคุณลุ้นแทบหยุดหายใจเพียงแค่ตัวเอกจับมือหรือเดินผ่านใครบางคนไป ทุกอย่างเป็นได้ทั้งความหวังหรือผลต่อเนื่องโหดๆ ที่อาจตามมาหลอกหลอนตัวละครได้ทุกวินาที และให้เราได้เห็นด้วยว่าคนที่ตั้งรับมันด้วยความกลัว ไม่กลัว และไม่รู้จะกลัวไม่กลัวดี มีจุดจบแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไรบ้าง? (ซึ่งแน่นอนผมจะไม่สปอยล์)

Cameron Diaz ทำได้ดีในระดับปรกติของเธอ (ทุกครั้งที่เธอเล่นหนังแนวนี้เธอไปไกลขนาดนี้อยู่แล้ว สุดจริงๆ) แคเมอรอน ดิแอซ เป็นผู้หญิงที่ทุ่มสุดตัวในทุกบทที่เธอได้ชนิดไม่ห่วงสวย เธอเล่นเสียจนเราคนดูต้องปลอบใจตัวเราเองว่า นั่นมันแค่การแสดงนะ ไม่ใช่ชีวิตจริงของเธอแน่ๆ (หัวใจจะวาย ha-ha) ส่วน Michael Fassbender ก็ทำให้เราเอาใจช่วยตอนเขาดูสิ้นหวังได้กำลังดี เขาทำให้เราลังเลได้ว่าผู้ชายคนนี้อาจจะมีน้ำยาอยู่ และเอาใจช่วยว่าคงพลิกเกมได้แน่ๆ แต่ลงท้ายเขากลายเป็น The Counselor ที่ต้องรับฟังการให้คำปรึกษาจากคนอื่นแทบจะทั้งเรื่อง (ข้อนี้ฮาดี) และผมเชื่อว่ารายชื่อนักแสดงที่อยู่บนโปสเตอร์เหล่านั้นไม่ได้หลงมาเล่นหนังอะไรที่เขาไม่รู้ว่ามันคือหนังใน Genre ไหนกันแน่ๆครับ พวกเขารู้จริงๆ ว่าเขากำลังจะพาคุณไปดูผลแห่งการกระทำชนิดเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งตรงกับสิ่งที่อยู่ในบทตอนใกล้ๆ จะจบว่า

คุณสร้างโลกของคุณขึ้น และมันจะมีชีวิตอยู่ไปกับคุณ และในวันหนึ่งที่คุณจะจบชีวิตลง หลังวันนั้นโลกส่วนที่คุณสร้างไว้ทั้งหมดมันก็จะมลายหายไปด้วย ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งสิ่งที่เราต้องสนใจก็เลยไม่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร แต่เป็นคุณเข้าใจไหมว่ามันต้องเกิดแน่นอน จงจำใจยอมรับและโอบกอดมัน และหากมีสักสิ่งที่คุณอาจจะทำให้ดีขึ้นได้ ณ จังหวะนั้นหรือก่อนหน้านั้นก็อย่าเสียเวลาคิด จงทำ

หรือในประโยคสั้นๆ ประโยคหนึ่งที่เวสต์เรย์ (Brad Pitt) พูดไว้ว่า

“(นายเลือกทางนี้มาแล้ว ก็จง) ทำใจให้คุ้นกับไลฟ์สไตล์ใหม่ได้แล้วเพื่อน”

และคุณรู้สึกอย่างนี้ได้นะ… แต่อย่างแรก -ขอร้องเลย- ลืมทุกประโยควิจารณ์ที่คุณอ่านมา

นี่ไม่ใช่หนังแอคชั่นครับ แต่เป็นหนังดราม่าน่าเบื่อเนื้อหาดีเรื่องหนึ่งเลยเชียวล่ะ

fassbender held penelope cruz picture