The Amazing Spiderman : Rise of Electro กับบริบทของ Comic ที่นักวิจารณ์ใหม่ๆ จะไม่เข้าใจ

ในบรรดาบทวิจารณ์สั้นๆ ในทวิตเตอร์ที่ #movietwit นี่ พอตั้งใจอ่านทีไรก็จะรู้สึกว่าเจออะไรให้เราคันมือคันไม้ขึ้นมาทุกที เนื้อเรื่องสับสนวุ่นวายบ้างล่ะเลยรู้สึกไม่สุด (เพราะชินกับการเล่าเรื่องเดียว ซับเจ็กต์เดียวตลอดเรื่องแบบที่เคยดูมาตลอดชีวิต) หรือจะเป็น CG เหมือนการ์ตูนมากเลย (พอมันเหมือนหุ่นยนต์ดูแล้วจับได้ว่าซีจีคนพวกเดียวกันก็จะเปลี่ยนมาพูดว่าซีจีไม่เนียนแทน) และ ฯลฯ ที่ชวนให้เวียนหัวกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในทำนองนี้ประเด็นคือ ทุกสิ่งที่วิจารณ์คือสิ่งที่มองเห็นมาทั้งนั้น สรุปคือคนพวกนี้ไม่ได้ไปถึงประเด็นของอะไรนอกจากบรรดาภาพและเสียงที่ประเคนให้เลย รับรู้ได้ตื้นดีจริงๆ

และทั้งหมดมีแพทเทิร์นคล้ายกันคือ คนเหล่านี้ไม่รู้จักคอมิคบุ๊ค (Comic Books) เกิดไม่ทันหนังสือการ์ตูนสีสี่ตลอดเล่มของมาร์เวล ไม่เข้าใจขนบของคอมิค และที่บางคนแย่ไปกว่านั้นคือไม่รู้จักภูมิหลังของสไปเดอร์แมน รู้แค่ว่าโดนแมงมุมกัดแต่ไม่เข้าใจเลยว่าอะไรเกิดขึ้นกับพีเทอร์ พาร์เกอร์ บ้าง ส่วนตัวเราชอบที่ผู้กำกับมาร์ค เว็บบ์ ตีความสไปเดอร์แมนภาคนี้เป็นแบบนี้ มันช่างคอมิคสิ้นดี

หนังดีไม่ดีอยู่ที่การเลือกประเด็นมาปั้นเป็นบท การรักษาความต่อเนื่องของจักรวาลของตัวหนังเองในภาคต่อภาค และอยู่ที่ “แก่น” ที่คนดูหนังควรสังเคราะห์ออกมาได้แม้จะดูเพื่อความบันเทิงก็ตาม…ไม่งั้นเขาจะให้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมกันด้วยอะไรครับ?

อยากให้คนพวกนี้วิจารณ์ Star Wars อีกครั้งตอนที่ได้ดูภาค 7 ที่กำลังสร้าง ขอทำนายไว้ว่าจะมีใครบางคนใน #movietwit นี่แหละที่จะพูดว่าเทคนิคนี้ หรือเนื้อเรื่องแบบนี้เชยฉิบ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรเกี่ยวกับสตาร์วอร์สเลย

เอาเป็นว่าวันนี้เขียนให้ใครอ่านก็ไม่รู้ แต่หาทางรู้ให้มันเยอะกว่าการดูหนังภาคก่อนหน้าก็จะดีมากครับ ก่อนจะพะยี่ห้อตัวเองว่าวิจารณ์หนังได้อะนะ

นิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับสไปเดอร์แมน

สไปเดอร์แมนเป็นตัวละครที่คนวาดน่าจะสนุกที่สุดแล้ว เพราะร่างกายมันยืดหยุ่นในทุกองศาดีจริงๆ
สไปเดอร์แมนเป็นตัวละครที่คนวาดน่าจะสนุกที่สุดแล้ว เพราะร่างกายมันยืดหยุ่นในทุกองศาดีจริงๆ

อ้างอิงที่ Wikipedia เลยละกัน  ขอคัดมาลงบางอย่างที่เกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ไม่รู้ข้างบนได้วิพากษ์เอาไว้ เพราะเข้าใจว่าสไปเดอร์แมนต้องเป็นอย่างที่เขาคิด

ผลพวงจากการถูกกัดแล้วไม่ตาย เพราะดีเอ็นเอเข้ากันได้กับแมงมุมนั้น บรรดาความสามารถทั้งหลายของสไปเดอร์แมนและพีเทอร์ในร่างปรกติด้วยนั้นมีตั้งแต่

  • พ่นใยแมงมุมได้
  • ประสิทธิภาพร่างกายพัฒนาขึ้น (enhancement) กล่าวคือกระดูก เนื้อเยื่อ ข้อต่อ เส้นเอ็น ทุกอย่างทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ธรรมดา และยกของหนักๆ ได้เกินตัว เช่น รถตำรวจ มีคนบอกไว้ว่าสูงสุด 25 ตันมั้ง
  • มีลางสังหรณ์ต่อเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าทั้งสั้นและยาว นิยมเรียกว่าสไปเดอร์เซ้นส์ (spider sense)
  • ที่เด่นที่สุดคือความยืดหยุ่น (reflexes) ของร่างกายพีเทอร์นั้นทำให้เขาบิดตัว ดัดตนในรูปแบบผิดมนุษย์มนาได้ เราจึงมักเห็นท่าพริ้วแบบแปลกๆ ของสไปดี้บิดไปบิดมาประหลาดแต่สวยงาม เช่น เวลากระโดดหลบกระสุนหรือเวลายืนบนสายไฟด้วยนิ้วเดียว
  • กระดูกรักษาอาการหักเองได้ในระดับชั่วโมง
  • สายตาดีระดับ 20/20 แต่เคยโดนศัตรูทำให้ตาบอดแต่ก็หายดีในระดับชั่วโมงเช่นกัน
  • กล่าวโดยรวม ร่างกายซ่อมไม่เร็วเท่า Hulk หรือ Wolverine
  • มีความทนทานต่อพิษและยามากกว่ามนุษย์ปรกติหลายเท่า ดังนั้นต้องกินหรือโดนเยอะกว่าปรกติ ในเรื่องจะเห็นพีเทอร์ซื้อยาทีเพียบเลยก็เพราะเหตุนี้
  • สไปดี้แพ้ไวรัสจึงเป็นหวัดบ่อย และแพ้เอธิลคลอไรด์ ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการกำจัดแมงมุม
  • เกาะกำแพงได้ แต่หลุดในบางกรณี เช่น สารหล่อลื่น สนามแม่เหล็ก
  • ฯลฯ และความสามารถเหล่านี้ยังงอกออกมาเรื่อยๆ ได้ตราบเท่าที่ผู้แต่งยังมีชีวิตอยู่
pic from indiewire.com
ปกการ์ตูนเค้าบอกหมดแหละอะไรเป็นอะไร (from indiewire.com)

นิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับความเป็นการ์ตูนรายเดือน

  • การ์ตูนรายเดือนต้องทำให้คนอยากอ่านเล่มหน้าต่อให้ได้ นั่นคือสาเหตุที่ตัวร้ายตัวใหม่มักจะปรากฏโฉมท้ายเล่มซึ่งมักมีให้ดูไม่ถึงสิบหน้า และยิ่งตัวร้ายตัวใหม่ดูเท่หรือเก่งมากเท่าไร คำว่า to be continued… ก็จะยิ่งขลังมากขึ้นเท่านั้นนี่คืออย่างหนึ่งที่อยากให้คนดูแบบไทยๆ คิดทันผู้กำกับ (ถ้ารักจะซึมซับวัฒนธรรมฝรั่ง แบบฝรั่งๆ) สไปเดอร์แมนภาคนี้เล่นมุกเดียวกับหนังสือคอมิคเลย
  • คอมิคจะไม่เท้าความเรื่องเดิมๆ ให้มากเรื่องดังที่เราเห็นในภาคนี้ และแต่ละเล่มจะมีตัวละครใหม่ๆ โผล่มาแซมตลอดเล่ม และมักเป็นปมสำหรับเล่มถัดไป การมีพล็อทคู่ขนานเยอะๆ แบบนี้ทำให้ตัวร้ายในคอมิคไม่ต้องเริ่มสร้างที่หน้าหนึ่งของทุกเล่มซึ่งมันเปลืองเวลา และคนอ่านก็เบื่อที่เดาได้ว่าทั้งเล่มจะขึ้นต้นและจบแบบเดียวกันเสมอแต่ก็ดูเหมือนคนไทยจะชอบแบบนี้คือชอบให้เล่าตั้งแต่ต้น ปัญหาคือเขาไม่รู้จะแคร์คนที่ไม่รู้จักอะไรเลยเกี่ยวกับตัวละครพวกนี้ไปทำไม สไปเดอร์แมนเป็นของคนอเมริกัน เราไม่รู้วัฒนธรรมเขาเอง
    ปัญหาของคนไทยคงเป็นการเดินเข้าโรงหนังและคาดหวังจะได้ดูแพทเทิร์นเนื้อเรื่องที่ซ้ำซาก เรียงเรื่องแบบเดิมๆ ใน CG ใหม่ๆ ละมั้ง
  • บทจะพูดเยอะแม้แต่ในตัวละครที่ดูเป็นคนไม่ช่างพูด (ก็เป็นฟองความคิดแทน) และในบางสถานการณ์ที่กำลังกระโดดอยู่ หรือในชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งก็จะพูดอะไรๆ ได้ยาวมาก ดังเช่นภาพนี้ เอเลคโทรกำลังลำบาก
    นี่เอเล็คโทรนะ กำลังลำบากแต่พูดมากจริ๊งงง ภาพจาก marvel.wikia.com

    ซึ่งพอมาทำเป็นหนังมันแสดงออกทางอารมณ์ด้วยนักแสดงได้เยอะกว่า ข้อนี้อาจเป็นข้อเสียข้อเดียวที่ผู้กำกับลืมใช้ความเป็นภาพยนตร์ให้เป็นประโยชน์

ส่วนตัวผมดีใจที่ภาคนี้ออกมาเป็นอย่างนี้ เหมือนได้อ่านคอมิคแบบ Live-action แต่เหตุของความรำคาญของบล็อกตอนนี้ก็คงเริ่มมาจากปัญหาที่เราทุกคนหรือแม้แต่ตัวผมเองก็เป็น คือเราต่างคนต่างเป็นศูนย์กลางของจักรวาลของเราเองได้ ในทวิตเตอร์

โอเค ปัญหาสำหรับเรื่องนี้คือผมคงต้องไล่ Mute หรือ Block ความเห็นเหล่านั้นไปเองเงียบล่ะมั้ง

รูปจาก comicbookmovie.com, marvel.wikia.com และ indiewire.com

ทำไมจอดรถต้องถอยหลังเข้า?

Why do people back up into parking spaces?

Answer by Ben Reimers:

It’s much easier to reverse into a car space where room is limited than it is to drive straight in.

The reason for this is that the back wheels are fixed in direction in relation to the car. This effectively makes the pivot point of the car the middle of the rear axle. In turn, this means the rear wheels don’t follow the same path as the front wheels, they will cut the corner. When space is limited, your turning circle may not be small enough to get into a tight space, forcing you to make a couple of gos to get in, straight.

See how the car is crossing the lines on either side? You rarely have the room in a parking lot to be able to manoeuvre your car to be driving directly into the space, you have to straighten up inside the space itself. Not easy to do with the pivot at the back of the car, often causing people to reverse half out of the spot just to be straight (holding up traffic again and confusing people into thinking you might be leaving, when you’re not).

But if you reverse in, you are placing your pivot point in a position where you can more easily get into the car space perfectly the first time.

It also has the benefit of being able to drive straight out. This isn’t just for convenience though, it’s also a safety issue especially in a busy car park. You’re more likely to see other traffic as well as pedestrians when you’re directly facing them.

[Update]

Because some people were questioning the way the car in the first image crosses the line I have put together this quick animation that shows how the rear wheels move towards where the front ones are and “cut” the corner … by up to half the width of the car! I used inverse-kinematics to get the motion so it’s not just my interpretation of what will happen.

The following is based on an average sedan length of 5 metres and an average turning circle of 11.75 metres. The outer circle is the curb-to-curb turning circle, the inner circle is the width of the car and there to illustrate my point about how the rear of the car.

http://youtu.be/luAUotfPj3k
Or as a GIF:

See how the car is positioned when it gets to the horizontal line: almost at a 45 degree angle. It takes another whole length to get straight again.

View Answer on Quora

Maidentrip บางคนฝัน…บางคนทำ

ทุกครั้งที่เจอหนังสารคดี…

เอกลักษณ์อันชัดเจนยิ่งของหนังสารคดี สำหรับผมมักจะนึกถึงสภาพไร้ไคลแม็กซ์ที่ยาวนาน หลายครั้งมัวอ้อยอิ่งอรรถาธิบายประวัติความเป็นมายืดยาวยาวนานกว่าจะเข้าประเด็น เจอบ่อยจนคิดว่าคนดูหนังส่วนใหญ่ไม่ชอบสารคดีเพราะเหตุนี้ทั้งที่มันมีโปรตีนมากกว่า แต่ที่เรารู้สึกอย่างนั้นก็คงเพราะว่าเราเสพย์ติดไคลแม็กซ์แบบฮอลลีวู้ดจนเคยชินเข้าให้แล้ว

รู้ตัวว่าติดและอยากเลิก? วิธีเลิกที่ค่อนข้างดีคือไปเทศกาลหนังครับ แต่สมัยนี้มีทางที่สะดวกกว่านั้นอีกคือการเข้าแอพ Trailers บน iOS แล้วก็ไล่ดูหนังไปเรื่อยๆ รวมทั้งหนังสารคดีด้วย พักก่อนผมลองไล่ดูเล่นๆ แค่อยากจะตามให้ทันว่าทุกวันนี้หนังไปถึงไหนแล้ว การณ์ปรากฏว่าตอนนี้นิยมหนังสารคดีไปหลายเรื่องแล้ว เดี๋ยวนี้เขาทำออกมาได้น่าดูไม่ว่าจะมองในมุมศิลปะการถ่ายภาพ การร้อยเรียง หรือจะเป็นประเด็นที่เลือกมาทำ

นี่อยากดู Searching for Sugarman, Finding Vivian Maier, Afternoon of a Faun, etc. แต่ตอนนี้จะขอกล่าวถึง Maidentrip สารคดีเด็กถ่ายตัวเองเมื่อครั้งล่องเรือรอบโลกตอนอายุ 14-16 ปี ใช่ อายุแค่นี้จริงๆ (แต่ในเรื่องตัวสูงใหญ่ดูเป็นสาวแล้วล่ะ)

คำว่าสารคดียิ่งใหญ่ไปไหม?

อาจจะยิ่งใหญ่ไปสำหรับเรื่องนี้ แต่ในยุคที่ใครๆ ก็มีกล้องได้และขอแค่เราได้พบใครสักคนที่ตัดต่อวิดีโอเรียบเรียงเนื้อหาได้เป็นอย่างดี เพียงเท่านี้เราก็คาดหวังหนังส่วนตัวที่ใกล้เคียงความเป็นสารคดีได้แล้ว หากเราจะสรุปยอมความกันว่าสารคดีหมายถึงฟุตเตจจากเรื่องจริงเท่านั้น…อืม จริงๆ แล้วการเรียก Maidentrip ว่าเป็น Private Documentary (สารคดีส่วนตัว) ก็ดูจะเข้าท่ามากกว่านะครับ เพราะอันที่จริงแล้วลอรา เด็กเกอร์เองก็คงจะไม่แคร์นักถ้าคนจะวิจารณ์ทั้งหมดนี้ว่าอะไร เธอก็แค่เล่า และลงท้ายมันก็อาจเป็นแค่บันทึกความทรงจำของเธอซึ่งอาจจะไม่ได้คาดหวังรางวัลใดๆ

ดีไม่ดีอยู่ที่คนตัดต่อ

คนที่น่าจะได้รางวัลน่าจะเป็นคนตัดต่อและผู้กำกับการตัดต่อที่เลือกภาพจากฟุตเตจกว่า 500 วันบนเรือของลอราออกมาเรียงเป็นเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่งงเท่าไร และมีหลายจังหวะทีเดียวที่ภาพทะเลดูสวยงามซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะลอราเองก็ถ่ายมาได้ดี แต่ก็อย่าคาดหวังว่าจะมีเส้นเรื่องหรือพล็อตที่น่าสนใจ หรือไคลแม็กซ์ตื่นเต้นจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ ไม่ค่อยมีนะครับ

Maidentrip นั้นเป็น autodocumentary (สารคดีถ่ายเอง) แบบเรียบง่ายตัวหนึ่งที่คนเรียนหนังหรืออยากจะลองประกอบชีวิตตัวเองให้กลายเป็นสารคดีอ่อนๆ สักเรื่องอาจใช้เป็นตัวอย่างในการร้อยเรียงเรื่องราว เพราะเป็นการพึ่งหัวข้อพื้นๆ อย่าง ครอบครัว ความรักที่มีต่อเรือ ความคิดที่มีต่อการเดินทาง ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมประกอบภาพ insert ทั้งภาพนิ่งและโฮมวิดีโอจากบ้านของลอราเข้าไปอีกจำนวนหนึ่ง นำทั้งหมดนั้นมาเรียงสอดแทรกเข้าไปในหนังได้จังหวะสวยงามดี รับกับฟุตเตจจากเรือ  ช่วยคนดูทันไม่ให้เมาคลื่นจนเกินไป

‘Dream’ is a magic word

ไม่แปลกที่จะมีคนบอกว่า Maidentrip เป็นแค่สารคดีเชิดชูวีรกรรมท่องโลกตามความทะเยอทะยานของลอรา เดกเกอร์ เด็กสาวอายุ 14 คนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรดี ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากมาย มันก็ใช่เลยล่ะหากเราจะเลือกมองจากมุมมองว่ามันเป็นหนัง ในความรู้สึกผมนะ หนัง (feature film) และหนังสไตล์สารคดี (mockumentary) และสารคดี (documentary) สมัยนี้แตกต่างกันเพียงวางเส้นยาแดงผ่าแปดคั่น คือถ้ามองด้วยตาก็อาจแยกไม่ออก

ในสายตาใครหลายคนอาจมองว่าเรื่องนี้ไม่เห็นสำคัญอะไรเลย แต่ส่วนตัวผมเองผมรู้สึกว่าถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้เด็กๆ หลายๆ คนรอบตัวได้ดู เพราะนอกจากภาพเด็กที่มีความทะเยอทะยานเกินเด็กอายุ 14 ที่เราอาจหาดูที่ไหนก็ได้ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตของลอรา เด็กเกอร์แตกต่างจากอีกหลายคนคงเกิดจากการใช้ส่วนผสมของความฝันและความจริงขึ้นมาในขนาดเท่าๆ กัน ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เธอเกิดในเรือ พ่อแม่แยกกัน พ่อรักการเดินเรือและทำทุกอย่างเพื่อสอนลูกให้รู้จักสิ่งที่ตัวเองรัก และสิ่งนั้นกลายเป็นสายสัมพันธ์เส้นโตที่ขึงใบเรือชีวิตของลอรา ให้รับลมและพาเธอไปข้างหน้าได้เร็วกว่าใคร

เราได้เห็นพ่อแม่ที่สนับสนุนด้วยกำลังกายทั้งหมดเท่าที่มี และการผลักดันเด็กอย่างจริงใจ จนเมื่อหลายเรื่องนั้นเกินความสามารถของพวกเขาแล้วและต้องปล่อยเด็กต้องสานต่อเอง เช่น การพยายามหาสปอนเซอร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เคยหยุดให้กำลังใจ

ชีวิตเธอ ของเธอ

สิ่งที่ผมเห็นระหว่างคือการเติบโตขึ้นของเด็กผู้หญิงคนนี้หลายๆ ส่วน จากฝันที่เราต้องเริ่มต้นของเราเองคนเดียว เราได้เห็นวิธีคิดของเด็กที่เห็นคุณค่าของการล่องเรือรอบโลกแบบไม่พยายามจะทำ non-stop trip เพื่อให้ได้เวลาที่ดีที่สุด ตรงกันข้าม เธอแวะพักหลายที่ ใช้ชีวิตรู้จักคนเพิ่มอีกหลายคนเพราะเธอรู้ว่าสิ่งที่เธอต้องการคือประสบการณ์ เธอไม่ได้ต้องการเป็นปรากฏการณ์

ก็จริงอยู่ที่เรื่องของตัวเราย่อมสำคัญสำหรับตัวเราเท่านั้น บางทีการเดินทางด้วยเรือใบรอบโลกของลอรา เด็กเกอร์ นั้น ประเด็นอาจจะไม่ได้อยู่ที่เดินทางให้สำเร็จตามเป้าหมายเลยด้วยซ้ำดังที่เราจะได้ยินตอนท้ายๆ เรื่องว่านึกๆ เธอก็ยังไม่อยากเลี้ยวเข้าเส้นชัย หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจไม่สำคัญอะไรเลยสำหรับเธอด้วยซ้ำ

และถ้าเราแค่อยากจะฝันและไม่ได้อยากจะลงมือจนสำเร็จเหมือนคนที่ถ่ายวิดีโอเรื่องนี้ สารคดีส่วนตัวเรื่องนี้ก็คงไม่ได้สำคัญอะไร เพราะชีวิตเราก็ของเรา ผลของการใช้ชีวิตสุดท้ายก็กลับมาอยู่กับเราอยู่ดี

20140416-082844.jpg

The Lunchbox หนังรักจากอินเดีย อร่อย ดังร่ายมนตร์

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหนังอินเดียของผม

หนังอินเดียเรื่องที่ติดตาเรื่องล่าสุดนั้นผมยังเห็นอยู่ตามฟรีทีวีช่องหนึ่ง เป็นละครแนวบ้านทรายทอง นั่นทำให้หลงผิดคิดไปเองว่าหนังอินเดียถึงทุกวันนี้ก็คงยังมีแต่แบบนั้นละมั้ง คือ หนังเต็มไปด้วยส่าหรีสีแสบตาแบบไม่น่าเดินตลาดได้ กับมวลมหาประชาชนเต้นเหมือนกันเป็นสิบ จีบสาวจีบหนุ่มกันไปกันมา และต้องร้องเพลงเพราะเหตุผลเดียวเลยคือคนทั้งประเทศจะได้ดูท่าเต้นแล้วเข้าใจความหมายของเพลง ฯลฯ นี่คือคิดไปเองส่วนที่หนึ่ง

แต่ถามว่านอกจากนั้นมีหนังที่ทำให้เห็นบรรยากาศอินเดียแล้วดูสวยงามหรือสมจริงบ้างไหม? Slumdog Millionaire ก็ไม่ใช่ Eat, Pray, Love น่าจะใกล้เคียงที่สุด จริงๆ พบเจอบ้างตามเทศกาลหนังแต่ก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วเมื่อหลายปีก่อน ที่มีผู้กำกับผู้หญิงคนหนึ่งเอานิทานพื้นบ้านมาเล่าเรื่องว่าด้วยความรู้สึกอยากให้ผู้หญิงอินเดียเอาชนะวัฒนธรรมที่กดขี่หญิงชาวอินเดียเกินไปในสังคม แต่เรื่องนั้นก็นามธรรมเสียจนไม่มีอะไรใกล้เคียงความเป็นอินเดียในยุคสมัยปัจจุบันเลย

อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่ผมอยากไปมาก แต่รู้ว่าไปคนเดียวนั้นลำบากและเสี่ยงเหลือเกินว่าจะได้กลับมาไหมและจะมีอะไรเหลือติดตัวมาบ้าง? จึงยังคงไม่ได้ไปจนทุกวันนี้ นี่ถึงขนาดเคยบุ๊คตั๋วเครื่องบินไว้แล้วก็ปล่อยให้มันหายไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ทุกวันนี้ก็ยังถวิลหาอยากจะเห็นความเป็นอยู่ของคนที่นั่นว่าในท้องถนน ที่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เขาอยู่กันยังไง? ลำบากไหม? สกปรกไปเสียทุกที่เลยอย่างที่ใครต่อใครว่าหรือเปล่า?

ต้องขอบคุณการมาถึงของ The Lunchbox และการตัดสินใจไปดู ถึงไม่รู้ว่าใช่ภาพบ้านเมืองจริงๆ ของเขาทุกภาคส่วนหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกชอบสิ่งที่ได้ชิม สิ่งที่ผู้กำกับวางจานจัดมาให้ลองกิน จนอยากจะเลียเสียให้เกลี้ยงปิ่นโตเลยเหมือนกัน

เพิ่งสังเกตว่า Irrfan Khan ก็อยู่ในหนัง Slumdog Millionaire ด้วย

Griffin & Sabine

มีเพื่อนผู้หญิงเป็นหนอนละเมียดหนังสือท่านหนึ่งเคยแนะนำให้ผมได้รู้จักหนังสือซีรีส์ของนิค แบนท็อก (Nick Bantock) ที่ชื่อกริฟฟิน และ ซาบีน เป็นหนังสือนวนิยายเสมือนจริงด้วยการเล่าเรื่องของผู้ชายขายโปสการ์ด และผู้หญิงชอบเขียนจดหมายคู่หนึ่งที่รู้จักกันผ่านที่อยู่ทางไปรษณีย์เพราะว่าฝ่ายหญิงเห็นที่อยู่ของฝ่ายชายในนิมิตของเธอ…งงสินะ แต่หนังสือมันทำให้เราสนุกในจินตนาการขึ้นไปอีกด้วยการทำแต่ละบทของหนังสือซึ่งเป็นจดหมายโต้ตอบกันนั้น ให้อยู่ในซองจดหมายและอยู่ในโปสการ์ดที่ติดมาในแต่ละหน้าจริงๆ! เหมือนได้แอบอ่านบทสนทนาส่วนตัวของคนอื่น ระทึกดี…ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนัง The Lunchbox เลยครับแค่รู้สึกว่าความ “จริง” ในแบบที่จับต้องได้นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราบริโภครายละเอียดไม่ว่าจะของหนังหรือหนังสือได้อร่อยขึ้น

ส่วนตัวคิดว่า The Lunchbox เองก็น่าจะล้อเลียนคำว่า Inbox ไปด้วยเหมือนกันในตัวนะเมื่อดูจากพล็อต แต่ส่วนที่เข้าท่าที่สุดคือผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนอินเดียผูกปิ่นโตกันอย่างไร ระบบขนส่งปิ่นโตมโหฬารอลังการขนาดไหน ทึ่งจริงๆ ที่ผู้กำกับเธอเล่าเรื่องนี้ได้สั้น กระชับ ด้วยภาพเล่าเรื่องที่สวยงามโดยไม่ต้องมีคำบรรยาย และจบในเวลากำลังอิ่มพอดี

Perfect Portion

กำลังอิ่มพอดี! ผู้กำกับชาวอินเดียท่านนี้เก่งจริงๆ กะขนาดและสัดส่วนของทุกอย่างได้พอดี และที่มากไปกว่านั้นคือทุกอย่างซ้อนทับกันได้อย่างลงตัวเหลือเชื่อราวกับชั้นปิ่นโตในเรื่องที่ซ้อนกันสุดจะพอเหมาะ ไล่เรียงตั้งแต่จังหวะการใส่ภาพ การใส่เสียงประกอบ การใส่เพลงที่เป็นงานสตูดิโอจริงๆ ไม่กี่เพลง ที่เหลือใช้เพลงจากชาวบ้านได้อย่างพอดี เฉดสีแบบอินเดียที่เลือกใช้ได้อย่างสวยงาม บทสนทนาที่นุ่มนวลแต่ไม่เยอะจนปล่อยให้เราต้องอ่านจนไม่มีเวลาดูหน้าดูสายตาคู่พระ-นาง ไปจนถึงการตัดต่อที่เล่นกับเนื้อเรื่องด้วยการตัดภาพล้อกับเรื่องราวได้อย่างขลุกขลักทว่าก็แนบเนียน หรือการใช้ตัวละครที่น่าสนใจ อย่างคุณน้าในเรื่องที่ตะโกนคุยกันในเรื่อง สะท้อนภาพวิถีชีวิตคนอินเดียที่คุยกันแบบไม่รังเกียจเสียงดังไปได้ด้วย จริงอยู่ที่ประเทศไหนๆ ก็น่าจะมี แต่เรารู้สึกว่าพอหนังหยิบมาใช้ มันทำให้เราสนิทกับคนแถวบ้านนางเอกได้เร็วดีจัง

ภาพนางเอกห่มสาหรีสีธรรมดาในบ้านพักที่ตากเสื้อตากกางเกงไว้ตามทางเดิน ตรึงใจมาก กับช็อตตรงเครื่องซักผ้า เป็นหนึ่งในหลายๆ ที่ที่ผมว่าจัดภาพได้สวยซึ้ง ไม่เยอะ ไม่เยิ่นเย้อ แต่สวยเหลือเชื่อ

ความพอดีนี้มีให้ดูตั้งแต่เมื่อตัวหนังสือเครดิตแรกขึ้น ไปจนถึงเสียงเพลงสุดท้ายตอนเครดิตขึ้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าถ้าเราเข้าใจเนื้อเพลงเราจะยิ่งทึ่งไปกว่านี้หรือไม่ว่าเพลงนี้กำลังสรุปอะไรให้เราอยู่หรือเปล่านะ? เชื่อว่ามี แล้วก็คงจะดีด้วย แต่ก็คงไม่แปลกใจอะไรหรอกเพราะเห็นมาทั้งเรื่องแล้ว

ไม่แปลกใจด้วยที่ได้รางวัล และทำไมคนถึงคนชื่นชมกันเหลือเกิน

Food Therapy

หนังประเทศไหนก็ตาม ถ้าอยากจะคุยกันเรื่องวัฒนธรรมให้เห็นภาพ เป็นรูปธรรมที่สุดก็ต้องคุยกันเรื่องอาหารนี่แหละครับ

ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรผมก็ยังคงเชื่อในความน่ากินของอาหารอินเดียนะ เครื่องเทศหลากชนิดที่เข้มข้นจนบางครั้งฉุนนั้นอร่อยอย่างประหลาดสำหรับผม (แต่ก็ขอลองกับร้านที่เชื่อความสะอาดได้สักนิด ha-ha) ภาพอาหารในหนังเรื่องนี้สวยงามและน่ารัก อบอุ่นมากอย่างบอกไม่ถูก เราเห็นความพิถีพิถันในการทำ แต่เกิดในครัวแคบๆ ที่อุปกรณ์เหมือนที่บ้านเราไม่ใช่บุญถาวร เราเห็นแสงนุ่มๆ ตอนคนแกงอย่างช้าๆ ในบ้านที่ครอบครัวอบอุ่น และเห็นการเผละลงไปของแกงคล้ายๆ กันแต่จากถุงพลาสติกในบ้านแห่งความเหงา เราเห็นอาการบรรจงรินชา คว้านไส้ผัก ประดิดประดอยยัดไส้ แม้แต่ละช็อตเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวแต่ก็รู้ได้เลยว่ามุมภาพนั้นเลือกมาอย่างพิถีพิถันจริงๆ จนพอเดินออกมาจากโรงหนังนั้นรู้สึกเหมือนกลิ่นเครื่องเทศยังติดปาก นอกจากที่ได้อารมณ์อบอวลติดใจมาปริ่มๆ เกือบจะล้นแล้วพอดี

Serendipity

ถ้าชอบเรื่องนี้ควรดู Serendipity ดับกระหายในใจต่ออีกสักเรื่องเถอะครับ ไม่งั้นมันโหวงเหวงเคว้งคว้างยังไงไม่รู้

แต่อันที่จริง ไม่ใช่แค่ความรักแน่ๆ ที่หนังเรื่องนี้พูดถึง ทั้งบุพเพสันนิวาส โอกาส และความอ่อนแอของสังคม ผมเชื่อว่าเหล่านี้เป็นมุมที่หนังเรื่องนี้พยายามสื่อว่ามันได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวของคนอินเดียอย่างไร ในขณะที่คนส่งปิ่นโตในเรื่องเขาภูมิใจมากว่าระบบส่งปิ่นโตของอินเดียนั้นน่าทึ่งเพราะมโหฬารแต่กลับแม่นยำที่สุด จนฮาเวิร์ดต้องมาดูงาน (ha-ha) สิ่งนี้กำลังกล่าวถึงโดยนัยอยู่หรือเปล่าว่าเพราะไม่มีใครได้หยุดคิดเลย จึงไม่ใคร่มีใครศรัทธาในความบังเอิญอีกแล้ว

ความละเมียดละไมไม่เกี่ยวกับเคราครับ คุณ Ritesh Batra เธอก็ไม่ได้กล่าวไว้ แต่ผมชอบมากๆ ตอนชื่อผู้กำกับขึ้นตอนต้นเรื่อง สวยงาม ^^

และในเรื่องก็ปล่อยให้เราได้สังเกตชีวิตคนมากมายซึ่งถ้าจะแบ่งกลุ่มจริงๆ เราจะเจอชีวิตคนในวัฒนธรรมแบบอินเดียทุกๆ กลุ่มที่ผู้กำกับอยากจะพูดถึง ว่ามีทั้งคนที่ชีวิตจบไปกับวังวน จมไปกับวังวนเพราะไม่มีทางออกอื่น คนที่อยู่บนรางมาตลอดชีวิตและอยากหลุดไปให้พ้นแบบสายัณห์ เฟอร์นันเดซ (Saajan Fernandes) และคนที่ดิ้นรนทุกอย่างจนพ้น อย่างเด็กที่ชื่เชคและแฟนสาวชื่อยาวที่ก็ให้เราได้เห็นว่าชีวิตแตกต่างออกไปได้อย่างไรบ้าง (ที่มันแสดงออกทางมอเตอร์ไซล์ของเขา) และสุดท้ายผู้กำกับค่อยปล่อยให้เรา “ฟิน” กับคำตอบของตัวละครหลักที่เราก็เฝ้าลุ้นว่าเขาเลือกจะไปบนเส้นทางไหนแบบยังมีจังหวะจะโคนให้เราต้องลุ้นก่อนจบจนนาทีสุดท้ายแบบกลมกล่อมพอควร

ส่วนพระเอกนางเอก สองคนนี้ คนนึงแค่ทำหน้านิ่งๆ อีกคนหนึ่งทำคิ้วขมวด แค่นี้ก็ทำเราหัวใจสลายได้แล้ว

เป็นหนังรักที่ดีกว่าหนังรักเพ้อไปไกลแบบเกาหลีหลายๆ เรื่อง และให้ความรู้สึกสากลเกินกว่าความเป็นหนังของประเทศใดประเทศหนึ่งไปแล้ว เป็นธรรมดาที่ผมไม่อยากเฉลยอะไรสักอย่าง เพราะหนังดีๆ แบบนี้ไม่มีอะไรดีกว่าการได้ดูด้วยตาของเราเอง ทุกอย่าง คุณฤทธิ์เดช ภัตรา (จริงๆ เธอชื่อ Ritesh Batra แต่ผมแอบมั่วชื่อภาษาไทยให้) จัดจานมาให้ลงตัวจริงๆ

อินเดียที่ผมอยากไปสัมผัส คือแบบนี้เลย รสชาตินี้เลย
มีความสุขมากๆ กับการดูนะครับ

แค่โลเคชั่นเดียวก็สุดปัง กับหนังเรื่อง Exam

Exam แค่โลเคชั่นเดียวก็เจ๋งได้

ถ้าพูดถึงวงการภาพยนตร์นั้น สิ่งที่หลายๆคนต้องคุ้นเคยกันเลยก็คือเรื่องของงานโลเคชั่นที่ทั้งยิ่งใหญ่อลังการและหลากหลายภายในเรื่อง ซึ่งก็คงจะมีน้อยเรื่องมากที่จะใช้โลเคชั่นในการถ่ายทำอยู่ไม่กี่สถานที่ และยิ่งน้อยเข้าไปอีกที่ภาพยนตร์เรื่องไหนจะใช้โลเคชั่นถ่ายทำเพียงสถานที่เดียว แต่กับหนังเรื่อง Exam นั้นทางผู้กำกับได้ฉีกทุกกฎของวงการภาพยนตร์ ด้วยการใช้ฉากเพียงฉากเดียว และคำถามเพียงคำถามเดียว เพื่อดำเนินเรื่องไปทั้งหมด ซึ่งผลตอบรับที่ได้กลับมานั้นนอกจากจะไม่แป็กแล้ว ยังประสบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์อีกอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเรื่องราวความน่าสนใจของ Exam นั้นจะเป็นอย่างไร ไปชมกันได้เลย

ความบันเทิงที่ครบเครื่องในฉาก หรือที่แห่งเดียว นอกจากจะหาได้ที่เว็บไซต์ M88 แล้ว ภาพยนตร์เรื่อง Exam ก็ดูเหมือนจะเป็นอีกเรื่องที่เข้ารอบ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของผู้ที่ต้องทำข้อสอบเพื่อเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งบริษัทดังกล่าว คือบริษัทผลิตยาธรรมดาทั่วไป แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาของบริษัทนี้ก็คือ การสอบเข้าทำงาน ซึ่งในเรื่องนั้นจะมีผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบมาร่วมสิบคน และคนทั้งหมดนี้ก็ได้รับกระดาษเปล่าๆ มาหนึ่งแผ่นพร้อมกับที่กรรมการคุมสอบได้เดินออกไป โดยทิ้งท้ายพวกเขาต้องตอบคำถามที่ยังไม่มีแม้แต่คำถามด้วยซ้ำ จนนำมาสู่เรื่องราวความสนุกสนาน ความตื่นเต้น และความลุ้นระทึกภายในห้องสอบแห่งนี้เพียงฉากๆ เดียวตลอดทั้งเรื่อง

โดยถึงแม้ว่า Exam นั้นจะเป็นการถ่ายทำในบรรยากาศของห้องสอบแห่งหนึ่ง โดยภายในห้องนั้นจะมีเวลาจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง เพื่อให้ผู้เข้าสอบได้เขียนคำตอบที่ไม่มีแม้แต่คำถาม แต่ด้วยเรื่องการเขียนบทของผู้กำกับที่ได้ใส่ความกดดันเข้าไปในเนื้อเรื่อง การไขปริศนาเพื่อหาคำตอบของตัวละคร รวมถึงยังสอดแทรกเรื่องสันดานดิบของมนุษย์ลงไปได้อย่างกลมกล่อม ทำให้ในโลเคชั่นเพียงโลเคชั่นเดียวของหนัง และด้วยตัวละครที่มีอยู่ไม่ถึงสิบคนภายในเรื่องสามารถดึงดูดตัวผู้ชมไว้ได้จนจบตลอดระยะเวลาการฉายของหนัง นอกจากนี้เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงในตอนจบ พร้อมกับการเฉลยปริศนาของคำตอบนี้ก็ยิ่งทำให้ผู้ชมต่างอ้าปากค้างกันไปได้อีก เรียกได้ว่าภายในโลเคชั่นเพียงโลเคชั่นเดียวนี้สามารถเก็บครบได้ทุกรายละเอียด จนทำให้ Exam กลายมาเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ทุกคนไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

เลิกเล่น social network เปลี่ยนไปใช้ social network

28 มีนาคม เวลาประมาณ 22:00 น. เป็นเวลาที่ผมตัดสินใจจะเลิกเสพย์ social network ให้ได้ และครั้งนี้เป็นครั้งที่จริงจังที่สุดตั้งแต่เคยตัดสินใจมา

Twitter, Facebook, Instagram นั้นเป็นรายชื่อ social network ที่จะต้องเลิกให้ได้แน่นอน ส่วน Pinterest ที่ผมใช้เป็นเพียงคลังหนังสือ reference เรื่องงานดีไซน์ กับ LINE ซึ่งมีเฉพาะเพื่อนและคนที่ติดต่อได้จริงนั้นถือว่าอยู่นอกเหนือเงื่อนไขซึ่งเป็นปัญหาจึงไม่รวมอยู่ในการเลิกเสพย์ด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็จะเพลาๆ ลงครับและจะพูดถึงความแตกต่างต่อไป

เริ่มกันที่อาการป่วยก่อน

ผมติดทวิตเตอร์ (Twitter) ด้วยอัตราการโพสต์เฉลี่ยแล้วเกิน 24 ครั้งต่อวัน ความถี่คือเกือบทุกวัน ตามอ่านทวีตของคนอื่น (follow) ประมาณ 260 คนที่เกินครึ่งทวีตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในหนึ่งวัน ส่วนเฟซบุ๊ค (Facebook) นั้นทำอะไรไม่มากแต่ก็ไม่ค่อยเจอตัวเลขสีแดงที่แสดงข้อความที่ยังไม่ได้อ่านบ่อยเท่าไร นั่นแปลว่าเข้ามาถี่มาก ส่วนอินสตาแกรม (Instagram) นั้นผมเลือกลงเฉพาะภาพที่ถ่ายอาหารจากด้านบนที่สวยสวยงามให้เป็นชุดเดียวกัน ผมใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อเนื่องมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และครั้งสุดท้ายที่ได้ยินคนอยากให้ผมเลิกเล่น Twitter (เพราะผมไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เลย) ก็คือสัก 7-8 เดือนที่ผ่านมานี้เอง

ตัดสินใจเลิกเล่น เพราะวิดีโอ 2 ตัว

@rotsumo เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ใช้ Twitter ด้วยแต่ทวีตนานๆ ที (เมื่อมีปัญหาชีวิต ha-ha) ในคืนเดียวกับที่ผมตัดสินใจนั้นเธอทวีตลิ้งค์หนึ่งมีชื่อลิ้งค์เป็นภาษาอังกฤษว่า “สิ่งที่ Facebook ทำต่อคุณและผลที่คุณคาดไม่ถึง” แรกทีเดียวผมไม่สนใจสักเท่าไร แต่เพราะผมพอรู้จัก @rotsumo เป็นการส่วนตัวแบบที่เป็นคนจริงๆ จึงค่อนข้างแน่ใจว่าเรื่องน่าจะน่าสนใจ จึงลองเปิดลิ้งค์ดู เป็นวิดีโอขนาดความยาว 5 นาทีที่ชื่อว่า The Innovation of Loneliness หรือ นวตกรรมแห่งความเดียวดาย

หลังจากดูวิดีโอจบผมหยุดคิด รู้สึกทึ่งกับเหตุผลที่บทความเลือกใช้ซึ่งสำหรับผมฟังดูมีน้ำหนักทีเดียว ผมเจอลิ้งค์อีกอันหนึ่งใกล้ๆ กันที่วิดีโอบอกไว้ว่าอ้างอิงเนื้อหาบางส่วนมาผมจึงเปิดเข้าไปดู คราวนี้เป็นวิดีโอจาก TED Talks ที่คุ้นเคยความยาวประมาณ 20 นาที

เนื้อหาของวิดีโอชิ้นที่สองยิ่งให้ภาพที่ชัดมากกว่าเดิม และผมรู้สึกมากว่าไม่ใช่ผมคนเดียวเท่านั้นที่อาจกำลังป่วยเพราะ social network อยู่ แต่คนหนึ่งในบ้านที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เล่น social network เป็นบ้างเพียงเพื่อจะได้ส่งข้อความหาลูกบ้างคือแม่ของผมเองนั้น อาจจะกำลังส่งสัญญาณไม่ดีบางอย่างให้ผมรู้ตัวแล้วก็ได้ว่า ความสัมพันธ์แบบมนุษย์ดั้งเดิมของบ้านเราอาจจะกำลังเข้าสู่ภาวะย่ำแย่แล้วก็เป็นได้

เมื่อพ่อแม่ของคุณเริ่ม LINE หรือ tweet นั่นเป็นสัญญาณอันตราย

ผมเคยคิดว่าการที่แม่เล่น LINE ส่งสติ๊กเกอร์ได้บ้างนั้นเป็นเรื่องดีเพราะช่วยประหยัดค่าโทรศัพท์ และดีที่แม่พิมพ์ดีดไม่ค่อยได้ จึงยังต้องใช้วิธีพูดข้อความเสียงแทน แต่แน่นอน โดยสามัญสำนึกนั้นสิ่งเหล่านี้แทนความสัมพันธ์ในบ้านไม่ได้ ถึงเวลาที่ผมต้องสมานความรู้สึกนี้ให้คนในครอบครัวให้เหมือนเดิมด้วยการลงมือทำแบบเดิม ซึ่งต้องไม่ใช่ไม่ใช่การใช้เครื่องมือเหล่านี้เข้ามาทดแทน

เลิกเล่นเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงาน

เหตุผลอีกข้อที่ผมรู้สึกได้หลังการตั้งปณิธานกับตัวเองเรื่องนี้เมื่อคืน คือผมพบว่าผมน่าจะมีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น พักนี้มีหนังสือเกี่ยวกับหน้าที่การงานใหม่ที่ผมควรอ่านให้จบให้ได้ และการประหยัดเวลาทำบางเรื่องที่สาระน้อยกว่าลงบ้างก็อาจช่วยให้ผมได้เวลากลับคืนมาเยอะมากทีเดียว

เช่นเดียวกับคนเก่งๆ มากมายที่ผมตามอ่านความคิดของเขาในทวิตเตอร์ทั้งๆ ที่คนพวกนั้นไม่ค่อยจะได้โผล่มาพิมพ์ข้อความอะไรนัก บางทีการทำอย่างนั้นน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าสำหรับการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้ นี่เป็นความคิดจากคนที่ลองมาแล้วหลายอย่างแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องใดๆ เลย

เลิกเล่นเพราะเพิ่งเข้าใจด้านที่ร้ายและด้านดี

จากวิดีโอเรื่องข้างบนทำให้ผมรู้สึกได้ทันทีว่า social network เองก็เป็นแค่อุปกรณ์ และเป็นธรรมดาของอุปกรณ์ที่จะเป็นดาบสองคมคือมีทั้งด้านที่ดีและด้านที่แย่ ซึ่งด้านที่แย่ของเรื่องนี้นั้นสามารถลุกลามไปจนถึงสภาพจิตใจของคนได้… เป็นเรื่องน่ากลัวเกินกว่าจะเล่น ผมจึงรู้สึกว่าการรู้ตัวว่ากำลังมีปัญหา และการถอยออกมามองพฤติกรรมอย่างเข้าใจก่อนจะปรับให้ชีวิตกลับมาอยู่ในสภาพที่ดีได้นั้นไม่ใช่แค่สำคัญ แต่จำเป็นต้องทำ และถ้าทำได้ก็ควรทำทันที

ผมจะปรับวิธีการใช้ social network ของผมซึ่งก็ไม่ได้ใกล้เคียงวงสังคมในชีวิตจริงของเราสักเท่าไรนัก ให้เหลือหน้าที่เป็นเพียงแค่เครื่องมือสื่อสารแทน – นี่คือเราจะเปลี่ยนมันให้เป็นเพียง social media เท่านั้น

social network เท่ากับ และไม่เท่ากับ social media

social media ก็คือ social network แต่ต่างกันที่วิธีการใช้ และคนที่ได้รับอิทธิพลจากมัน

คนที่ได้รับอิทธิพลจาก social network คือตัวเราเอง เพราะนั่นหมายถึงเราใช้วงสังคมนี้เพื่อตอบสนองการมีอยู่ของตัวเอง ในขณะที่หากเราเลือกปรับหน้าที่ให้มันเป็นเพียง social media คนที่จะได้รับอิทธิพลจากสื่อตัวนี้ก็คือคนที่ติดตามเรา เพราะเราใช้มันเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อเผยแพร่เท่านั้น ไม่ได้หวังผลด้านการเยียวยาจิตใจสำหรับตัวเราเองอีกต่อไป

ใช้ social network อย่าเล่น social network

ไม่มีประโยชน์ที่เราจะถ่ายทอดข้อความหรือความคิดอันไร้สาระของเราลงในสื่อสังคมออนไลน์ แต่จะมีประโยชน์มากถ้าเราจะถ่ายทอดข้อความอันมีสาระเท่านั้น ลงไป

ข้อนี้นั้นต่างจากการเล่น social network ตรงที่การตอบสนองของคนอ่านหรือเห็นจะตอบตรงกลับมาที่เนื้อหานั้น ไม่ใช่ตัวเรา แน่นอนคนที่ “เล่น” social network จะรู้สึกแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดว่าความน่าสนใจของการลงข้อความหรือรูปนั้นจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เราจะรู้สึกเหมือนมันเป็นการทำงานมากขึ้น และเราได้รับความพึงพอใจจากการลงข้อความทั้งที่ความถี่เท่าๆ กันน้อยลง

แต่นี่น่าจะเป็นวิธีที่ถูกกว่า สำหรับผม ณ วันนี้ ผมรู้สึกอย่างนี้ครับ

แก้ปัญหาในชีวิตจริง ด้วยการลงมือทำในชีวิตจริง

สิ่งที่ผมห่วงตอนนี้คือหน้าที่การงานของตัวเองที่อาจเสียโอกาสในการพัฒนาไปอย่างน่าเสียดายเพราะการเอาเวลาไปให้สังคมออนไลน์ กับคนในครอบครัวของเราที่กำลังเข้าใจว่าการแชทคือการมีครอบครัวของยุคสมัยปัจจุบัน ผมคงยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นคือสาเหตุที่ผมต้องยอมทิ้งอีกอย่างหนึ่งที่ไม่น่าจะสำคัญเพื่อรักษาอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าเอาไว้

ขอลองทำอย่างนี้ดูสักพักหนึ่ง แล้วไว้จะมาเขียนอีกครั้งหนึ่งว่าผ่านมาสักพักแล้ว หายหรือไม่ รู้สึกอย่างไร


เกร็ดเกี่ยวกับ Facebook

ตามภาพยนตร์เรื่อง The Social Network นั้น Facebook เกิดจากการแก้ปัญหาด้านความสัมพันธ์ของ Mark Zuckerberg ตามวิธีของเขาซึ่งอาจเยียวยาหัวใจเขาได้ แต่การที่ Facebook ถูกใช้มาจนถึงปัจจุบันนั้นก็อาจแปลความหมายได้สองอย่าง ว่าวิธีการของผู้สร้างนั้นอาจจะแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับคนในยุคที่ขาดจากความสัมพันธ์โดยสิ้นเชิงจริงๆ หรืออาจแปลว่าวิธีการอันรวบรัดตัดความของผู้สร้างนั้นได้ย่นย่อความหมายของสังคมอย่างประชดประชันจนทำให้เราเข้าใจความหมายของสังคมอย่างผิดเพี้ยนกันไปหมดแล้วก็ได้ ทั้งนี้เมื่อเราย้อนมองเหตุแห่งการสร้างเว็บไซต์นี้ขึ้นมาก็อาจบอกกับเราเป็นนัยๆ แล้วก็ได้ว่านิยามใดที่น่าจะใกล้เคียงกว่ากัน