ถูกเฟซบุ๊คบังคับให้เปลี่ยนชื่อ? ต้องส่งบัตรประชาชนวุ่นวาย? ไม่อยากเปลี่ยนชื่อเล่นน่ารักๆ? ลองอย่างนี้ได้จ้า

ในแอพ Facebook เมนูด้านข้าง ที่ “Settings > General > ชื่อเรา” นั้น เราสามารถตั้ง “ชื่อตามใจเรา” ได้หนึ่งช่อง และตั้งได้หลากหลายประเภทด้วยนะ #รู้ยัง

 

นั่นแปลว่าเราสามารถเอาชื่อเล่น เรา หรือสมญานาม ชื่อเดิมก่อนถูกเฟซบังคับเปลี่ยน ชื่อนักร้องที่ชอบ ชื่อกรุ๊ปเอลฟ์ ฯลฯ ของเรามาใส่ตรงนี้ พร้อมทั้งสั่งให้มันโชว์ต่อท้ายชื่อได้ด้วย “โดยไม่ผิดกฎของเฟซบุ๊คแต่อย่างใด” นะ  

และด้วยความสามารถนี้ มันจะทำให้เพื่อนเรายังสามารถ @ (mention) เราด้วยชื่อฟรุ้งฟริ้งที่เราเคยใช้ได้เพราะมันถือเป็นส่วนหนึ่งของชื่อได้ด้วยน๊าาา

  

พอมีช่องนี้แล้ว ก็แนะนำว่าไม่ควรเอาชื่อเล่นเราไปใส่ใน middle name ละนะ เพื่อความถูกต้องของประเภทข้อมูลจ้า (ถ้ามีชื่อกลางแบบฝรั่งจริงๆ ก็ค่อยใส่ หรือถ้าคิดว่าชื่อสวยๆ เราไปอยู่ในวงเล็บต่อท้ายมันไม่ได้อย่างใจเราอยู่ดี ถ้าเป็นงั้นก็ไม่ว่ากันจ้ะ)

  

ถือเป็นจุดประนีประนอมกับเฟซบุ๊คที่เราว่าก็แฟร์ดีนะ ลองใช้กันดูนะครับ ไม่แย่มากหรอกพูดจริง ^^

เฉลยกล ตอน กลเว็บไซต์ประมูลสินค้า

เฉลยกลสนุกๆ เรื่องนึงให้ฟัง กลที่ว่าคือ กลเว็บไซต์ประมูลสินค้า

กติกามีอยู่ว่าเราจะเปิดเว็บนะ แล้วก็จะมีของมาให้เพื่อนๆ ประมูลกันเหมือนการประมูลทั่วๆ ไป ตั้งเวลาประมูลไว้จบตอน 1700 น. ใครอยากได้ของที่เราเอามาให้ประมูลให้กดประมูล กดหนึ่งครั้งราคาประมูลจะเพิ่มขึ้น 10 สตางค์ ใครประมูลคนสุดท้าย รับไปเลยที่ราคานั้น ง่ายๆ แค่นี้

กติกา

อ่ะ เริ่มกันเลยละกัน สมมติของคือ iPad Wifi 16 GB ราคาประมูล เริ่มที่ 1 บาท ทีนี้ มีกติกาเพิ่มอีกนิดหน่อยคือ กดประมูลครั้งละ 5 บาทนะ ซื้อปุ่มประมูลตุนไว้ได้

เราเลยลองสมัครเล่นดู เว็บพวกนี้โดยมากจะมีธรรมเนียมอยู่แล้วว่าอ่ะ เพื่อให้เล่นเป็นพอสมัครปุ๊บเรามีปุ่มประมูลให้กดได้ 10 ครั้งไปเล้ยย ลองๆ

ประมูลตัวนี้ต้องจบตอน 1700 ตามที่บอกไว้ตอนแรก เราก็นั่งรอ ทริกที่ง่ายที่สุดคือ งั้นรอ 1659 นาฬิกา กับอีก 50 วินาที แล้วจะกดประมูล 10 ครั้งเข้าไปรัวๆ มันต้องจังหวะพอดีเราได้สิน่าาาา ก็นั่งรอดู เพราะอยากรู้ ไม่ปฏิเสธว่าอยากได้ ความโลภเข้าครอบงำไปแล้ว ได้ไอแพดมาอันละสิบกว่าบาทนี่มันต้องฟินแน่ๆ เลย

ความสนุกของจริงอยู่ตรงนี้

ทีนี้เรื่องมันไม่ง่ายงั้นน่ะสิครับ มันมีจุดพลิกเกมอีกสองสามอย่างที่จะมารู้ตอนที่เรามาลองจริงๆ คือ “ใน 10 วินาทีสุดท้าย ตราบใดที่ยังมีคน bid เข้ามา เวลาจะกลับไปเริ่มที่ 10 วินาทีใหม่เสมอ” เอ๊าาาา มีงี้ด้วย ซึ่งพอเรามานั่งนึกว่ามันมีเหตุผลไหมที่เขาทำแบบนี้ เราก็พอจะนึกข้ออ้างได้ข้อนึงนะ คือ “ป้องกันการนับคลิกช้าของเซิฟเวอร์จะทำให้ผลของการประมูลไม่ยุติธรรม” ฟังขึ้นมั้ย? ก็ขึ้นนะ

กำไรมาจากไหน?

เรื่องก็คือ เราก็อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็เลยนั่งเฝ้าหน้าจอต่อไป ก็พบว่าการประมูลในช่วง 10 วิ (ที่ขยายไปเรื่อยๆ ได้) นี่มันดุเดือดมาก ชนิดที่เวลาไม่เคยตกลงไปต่ำกว่า 5 วิเลย (แต่มีบางทีเหมือนกันนะที่มันลงไป 2 วิ โอ่ๆ ตื่นเต้นๆ) คือมีคนประมูลเยอะมาก แน่นอน ของมันคือไอแพด ใครๆ ก็อยากได้

ระหว่างที่เรานั่งเล่นอยู่ก็มีเพื่อนมาคุยด้วย แล้วเราก็เลยนั่งคุยว่าทำเว็บขายของถูกอย่างนี้แล้วมันจะได้กำไรอยู่ได้ได้ยังไงนะ เอาไอโฟนมาขายไม่กี่บาทอย่างนี้ ก็เลยนึกไปว่าแล้ว ของที่ประมูลจบไปก่อนหน้านั้นอย่างโทรศัพท์เครื่องละ 17,000 นั่น ไปจบที่ราคากี่บาท ก็ปรากฏว่ามันไปจบที่ประมาณ 980 บาท อืม เอะใจก็เลยลองคิดดูเล่นๆ ว่าทั้งหมดนั่นเป็นจำนวนคลิกของคนรวมกี่ครั้งกัน แล้วก็ต้องตกใจ…

บอกไปแล้วว่าราคาคลิกที่เว็บนี้ คลิกละ 5 บาท ถ้า 980 บาทนั้นคือราคาที่ประมูลไปได้ แปลว่าเกิดการคลิกขึ้นทั้งสิ้น 9,800 ครั้ง คูณกลับด้วย 5 ได้เป็นจำนวนเงิน 49,000 บาท!!! ช็อคมั้ย ก็ไม่นะ แต่ #ผมนี่อึ้งไปเลย

มาดูกันต่อ ในความเป็นจริงถ้าเราอนุมานว่าคนเราไม่มีความสมบูรณ์แบบ โอกาสที่เว็บนี้จะได้กำไรขนาดนี้นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ หรอกจริงไหม? แต่ถ้าผมเป็นเจ้าของเว็บ แน่นอนผมย่อมอยากจะทำให้ความต่อเนื่องในการประมูลนี้เกิดบ่อยๆ และเลี้ยง 10 วินาทีสุดท้ายนี้ไปให้นานที่สุด ทำไง?

หนึ่ง เขียนบอทมาประมูลแข่ง (ออโต้กดประมูลไปเรื่อยๆ เมื่อมีคนสู้ราคา) เพราะว่าเราเป็นเจ้าของเว็บเราจะใส่เงินเข้าไปเท่าไรก็ได้ (ซึ่งไม่ทำ เพราะผิดจรรยาบรรณ) กับอีกแบบนึงคือเขียนบอทเนี่ยแหละ แต่เปิดให้คนที่ซื้อปุ่มประมูลไปใช้ดิ คือใช้ระบบเราได้ ก็ตั้งงบมา

สรุป

ด้วยระบบเหล่านี้ สรุปผลกำไรก็กลับไปที่เจ้าของเว็บทั้งจำนวนประมูลที่คนซื้อรายย่อย จำนวนประมูลที่รายใหญ่ซื้อไปตั้งเป็นระบบออโต้ ไปจนถึงจำนวนเงินสุดท้ายที่เราจะได้จากยอดรวมและราคาขายเล็กๆ น้อยๆ ตอนจบอีก

ส่วน user ได้อะไร? สำหรับคนที่คำนวนงบออกมาได้พอเหมาะพอสม ก็จะเหมือนได้ซื้อของในราคาที่ถูกมากๆ เช่น จากมือถือเครื่องละหมื่นก็ได้มาในราคารวมสัก 500-1,000 บาท เป็นเงินจำนวนเล็กๆ เมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ได้มา

เฉลยกลก็จบแต่เพียงเท่านี้ 🙂

 

The Tales of Princess Kaguya (Kaguya hime no Monogatari) สุภาษิตสอนหญิง ฉบับจิบลิ

ผมชอบดูอนิเมะของ Studio Ghibli เพราะชีวิตมีอดีตหลายช่วงที่การ์ตูนบางเรื่องเป็นส่วนเชื่อมต่อความทรงจำกับมิตรที่ดีในชีวิตของผมหลายๆ คน และหลายคนก็เป็นคนสำคัญในชีวิตสืบต่อมา

แต่ส่วนตัวผมกลับรู้สึกเฉยๆ มากเมื่อได้รู้ว่าอนิเมะเรื่องล่าสุดที่เพิ่งเข้าโรง คือ The Tales of Princess Kaguya นิทานปรัมปราเรื่องหนึ่งที่น่าจะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในญี่ปุ่น และคนไทยที่สนใจวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ซึ่งสำหรับผมที่แค่เคยรู้ผ่านๆ แล้วก็รู้สึกแค่ว่านอกจากความเป็นนิทานชวนฝันที่มีโครงเรื่องทั้งน่าพิศวงและตลกขบขันอยู่หลายตอน ก็สนุกดี แต่เมื่อฟังจบกลับไม่ได้รู้สึกว่านิทานเรื่องนี้มีคติสอนใจอะไรนัก แรงดึงดูดให้เข้าโรงหนังเรื่องนี้จึงมีไม่มากเท่าไร

ประกอบกับเมื่อได้เห็นโปสเตอร์ที่เต็มไปด้วยสีขาวกับภาพวาดภู่กัน ยิ่งทำให้ผมมองไม่ออกว่าจะมีอะไรลึกซึ้งให้ซึมซับได้เลย เรื่องเจ้าหญิงผู้เป็นเทพธิดามาจุติบนโลกนี้แล้วก็กลับไปยังสรวงสวรรค์ ถ้าจะนำมาตีความใหม่อย่างมากก็อาจจะตีความว่าคะงุยะฮิเมะน่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวที่สุดท้ายก็มียานอวกาศมารับกลับไป สภาพก่อนเข้าโรงหนังของผมจึงเตรียมใจไปยอมรับอย่างเดียว คือ หนังฉาย 12:30 และรอบต่อไปคือ 15:00 …หนังยาวแน่นอน ดี คุ้มดี (ha-ha)

ขณะดู ชอบทั้งสองส่วน

ผมเห็นความสวยงามของเฉดสีและลวดลายที่สง่างามที่ถูกเลือกใช้ในไตเติ้ล ได้เห็นลายเส้นภู่กันเหมือนภาพการ์ตูนเก่าๆ และความกระตุกของภาพด้วยวิธีสร้างแอนิเมชั่นแบบวาด frame-by-frame ได้ยินเพลงร้องเล่นของเด็กๆ ที่มีความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ ในงานกำกับศิลป์ตลอดทั้งเรื่อง ดูเพลิน และพอทำให้หายคิดถึงได้บ้าง

แต่สิ่งที่คู่ขนานกับงานกำกับศิลป์คือตัวบทและวิธีเล่าเรื่องมีความร่วมสมัยกว่างานภาพมากขึ้นหน่อย และตัวเรื่องของเจ้าหญิงคะงุยะเองที่ถ้าไม่พินิจพิเคราะห์ให้ดีๆ เราก็รับรู้ได้โดยราบรื่น ว่าทั้งหมดนี้คือการย้อนเล่านิทานปรัมปราให้เห็นภาพขึ้นเท่านั้นเอง

แต่พอใกล้ๆ จะจบเรื่อง ผมเริ่มเห็นลักษณะการย้ำซ้ำๆ ของอะไรบางอย่างที่พอปะติดปะต่อสิ่งละอันพันละน้อยที่เล่ามาตลอดเรื่องเข้าหาแล้ว มันบาดหัวใจผมเข้าไปลึกจนตกใจ รู้สึกหวิวไม่ต่างจากอาการร่วงลงจากท้องฟ้าของคะงุยะเลย

หลังจากนี้อาจกล่าวถึงเนื้อเรื่องบางส่วนถ้าเป็นไปได้ดูก่อนก็ดีนะครับ อยากให้ไปดูกันเยอะๆ ครับ โดยเฉพาะผู้หญิงทุกคน ที่ฝันหาและอยากจะมีความรักเพราะประเด็นของอนิเมะเรื่องนี้ คือ ผู้หญิงหารักแท้ได้จากผู้ชายประเภทไหนบ้าง?

(ต่อจากนี้คือสปอยล์)

ผู้ชาย 9 คนที่หาดีไม่ได้เลย

ประเด็นแรกที่สะกิดใจผมมากคือ ในเรื่องนี้เราหาผู้ชายดีๆ ไม่ได้สักคนเลย

1020725-taleofprincesskaguya-02

ทั้งๆ ที่มีผู้ชายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคะงุยะก็หลายคน และมี 8 คนที่เป็นตัวละครสำคัญ และ 1 ตัวละครที่แม้ไม่สำคัญมากแต่ก็ทำพฤติกรรมแบบเดียวกัน นั่นคือพยายามจะเอาเปรียบคะงุยะไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ตั้งแต่ซึเตะมารุ คนตัดฟืน – พ่อเลี้ยงของคางุยะ คนตัดไผ่ – เจ้าชาย 5 พระองค์ – องค์จักรพรรดิ์ และในเรื่องมีคหบดีผู้ตั้งชื่อให้คะงุยะเพิ่มอีกคนหนึ่ง ผมนับคนนี้เป็นคนที่ 9 เพราะเห็นแง่มุมที่ไม่เข้าท่าบางอย่างของเขา ในฐานะผู้ชายเหมือนกัน

ใน 8 ตัวละครหลักๆ นั้นหากเราหาตำนานคนตัดไผ่ในวิกิพีเดียอ่านประกอบก็พอจะเห็นว่ามีหลายส่วนที่ไม่สอดคล้องกับนิทานแต่เดิมหลายคน เช่น องค์จักรพรรดิ์มิคาโดะที่ในเรื่องทรงทำมากกว่าการมาดูตัวที่บ้าน คหบดีที่ตั้งชื่อนั้นก็ออกอาการวัวแก่กินหญ้าอ่อนทุกครั้งเมื่อเอ่ยถึงเรือนร่างหรือความกระชุ่มกระชวยเมื่อได้อยู่ใกล้คะงุยะจนทำให้เจ้าชายทั้ง 5 พระองค์นั้น “ควบม้า” ไปหาคะงุยะแทบจะในทันที หรือแม้แต่ตัวซึเตะมารุที่ได้มาพบกับคะงุยะก่อนจบและมีลักษณะแบบนามธรรมเหมือนการได้ร่วมรักกับคะงุยะ ก่อนที่เธอจะจากไปและเหลือภาพเป็นแค่ความฝันสำหรับชายที่มีเมียแล้วคนหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นคงเจ็บปวดที่สุดแล้วสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง และมันมากพอจะทำให้ชีวิตเธอหันกลับทิศในทันที ตามที่จะพูดถึงในส่วนต่อไป

แต่ก่อนหน้าคลื่นลูกนั้นในเรื่องยังมีจุดสูงสุดของบทในเรื่องครั้งหนึ่ง เมื่อเราได้เห็นคะงุยะแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวังและร่างกายสั่นเทิ้มเพราะคำโอ้โลมปฏิโลมเหล่านั้นที่เร้าลึกเข้าไปถึงมโนสำนึกของเธอจนแทบควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่ เมื่อหนึ่งในเจ้าชาย 5 พระองค์เกลี้ยกล่อมหญิงสาวผู้ไม่เดียงสาโดยใช้เพียงวาจาทำเล่ห์เพทุบายกับเธอเท่านั้น นี่เป็นอีกครั้งที่สารัตถะในนิทานปรัมปราไม่มีแต่เนื้อหาในอนิเมะกลับให้เวลากับรายละเอียดอย่างเต็มที่ ทั้งคำพูดยังมีลักษณะร่วมสมัยเกินกว่าหนุ่มหล่อในยุคโบราณจะใช้กัน เรื่องเหล่านี้ผมเห็นว่าล้วนมีความจงใจในการวางน้ำหนักให้เราเห็นอย่างชัดเจน ว่าคะงุยะเสียใจเพียงไหนที่เธอรู้ว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงแค่คำหลอกลวงแสนจะเหมือนจริงที่แทบทำให้เธอเทใจให้ผู้ชายคนนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ

kaguya_1.0เจ้าชายทั้ง 5 พระองค์นั้นล้วนใช้วิธีแตกต่างกันในการพยายามเข้าให้ถึงใจหญิงสาว หนึ่งคนใช้ทุนเพื่อหวังต่อทุน (ได้นางมาเป็นภริยา) หนึ่งคนกล้าพูดโกหกต่อหน้า หนึ่งคนเอาคำหวานเข้าหว่านล้อม หนึ่งคนก็พยายามแต่ไม่ไหวจริงๆ ก็เลิก และอีกหนึ่งคนตาย ซึ่งการตายไม่ว่าจะอุบัติเหตุหรือเพื่อประชดรักก็ไม่เคยทำให้เกิดอะไรดีกับฝ่ายหญิงเลย และสุดท้ายคือภาพของจักรพรรดิ์ที่ใช้กำลังและอำนาจเข้าหักหาญน้ำใจเธอ ฯลฯ ภาพของผู้ชายที่กล้าทำสิ่งไร้สาระและหลายครั้งดูไร้การศึกษาเพียงเพื่อจะให้ได้มาซึ่งใจของหญิงงามเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกเป็นคำรบแรก ว่า The Tales of Princess Kaguya เวอร์ชั่นนี้ อาจถูกจงใจนำมาตีความเป็น “สุภาษิตสอนหญิง” ที่จริงจังเหลือเกิน พอนึกได้อย่างนี้ทำให้ผมนึกเชื่อมโยงไปถึง Spirited Away ที่ดูเหมือนจะแทรกประเด็นการใช้แรงงานและละเมิดศีลธรรมผู้เยาว์เอาไว้ข้างในอย่างแยบยลพอกัน …แต่เรื่องของคะงุยะนั้นจะแจ้งกว่ามากทีเดียว

และสุดท้าย แม้แต่พ่อเลี้ยงของเธอเอง ก็หลงผิดมาจนตลอดชีวิตว่าทุกสิ่งที่ทำนั้นเขาทำเพื่อลูก…

ผมไล่นึกย้อนทั้งหมดนี้ด้วยความปวดร้าวใจตอนท้ายๆ เรื่อง เพราะตำนานเจ้าหญิงคะงุยะฉบับนี้กำลังบอกกับหญิงสาวว่าผู้ชายสมัยนี้ (ที่แสดงโดยผู้ชายสมัยก่อน) หาที่ดีไม่ได้เลยสักคนจริงๆ

จันทรประเทศ และผู้มารับคะงุยะ

การเพ้อไปว่าตนเองมาจากดวงจันทร์นั้นมีความหมาย สำหรับผมนะ

หลังจากพบซึเตะมารุที่เดินทางกลับมาที่เมืองบ้านเกิดครั้งสุดท้าย ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป นัยยะอย่างหนึ่งที่เราจับได้หลังจากการเดินทางกลับจากเมืองบ้านเกิดคือคะงุยะกลับมาพร้อมกับความผิดหวัง เธอเสียความหวังครั้งสุดท้ายไปกับชายที่เธอคิดว่าอาจจะเป็นรักแท้ และนั่นน่าจะนำความหดหู่เข้ามาในจิตใจของเธอได้มากพอจนเธออาจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นละครเวทีที่มีจุดไคลแม็กซ์รุนแรงและสมบูรณ์ นางเอกอาจเลือกใช้การฆ่าตัวตาย หรือจิตฟั่นเฟือน หรือแม้แต่หันเข้าหาพระธรรมเพื่อละทางโลก

หลายสัญลักษณ์ที่มีส่วนย้ำความมั่นใจของผมเองส่วนตัวในประเด็นนี้ คือดวงจันทร์โดยตัวนั้นมีนัยยะหมายถึงผู้หญิงอยู่แล้ว และในเรื่องจะเห็นว่าบรรดาผู้คนบนก้อนเมฆที่ลอยมานั้นล้วนดูแล้วเป็นหญิงทั้งสิ้น แต่ส่วนนี้ตรงในรูปวาดในวิกิพีเดียที่อาจสื่อว่าบนสวรรค์มีแต่หญิงสาวเท่านั้นก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่เข้าลักษณะชายคนเดียวเท่านั้นคือคนที่ยืนข้างคะงุยะในตอนสุดท้าย และมีลักษณะความเป็นพระตถาคตหรือพระโพธิสัตว์ตามวิถีพุทธทางมหายานอยู่มาก รวมทั้งคำพูดที่ว่าละจากโลกที่โสมมนี้กลับมาอยู่จันทรประเทศเถิดนั้น ไปจนถึงเพลงที่พูดถึงการหมุนวนของชีวิตคนดังกงเกวียน น่าจะเป็นหลายๆ อย่างที่ประกอบกันเข้าเพื่อพยายามสื่อสารเรื่องนี้ทางอ้อมมายังผู้ชมว่าผู้กำกับกำลังคิดอะไร

ทดลองเล่าเรื่องคู่ขนาน

ผมจึงขอสรุปว่า ถ้าทั้งนิทานปรัมปราและอนิเมะเวอร์ชั่นนี้คือการตีความที่ต้องกัน ตำนานเจ้าหญิงคะงุยะคือการบอกเล่าเนื้อหาอันหนักอึ้งเหล่านี้โดยปรับแปลงรายละเอียดของเรื่องไป เพียงเพื่อให้ยังคงอรรถรสที่ดีของการเป็นนิทานเพื่อความบันเทิงเอาไว้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง ผมจึงนึกเสียใจถ้าหากจะไม่ได้จดความคิดนี้เอาไว้ก่อนที่ผมจะหลงลืมทุกอย่างไป

และเพื่อให้น้ำหนักความเชื่อของผมในข้อนี้มากขึ้น ถ้าใครได้ดู The Life of Pie คงเข้าใจเรื่องการเล่าเรื่องคู่ขนานที่ผมกำลังจะลองเล่าเทียบให้ดูนี้ได้เป็นอย่างดี

ถ้าให้ผมเล่าโดยอาศัยตำนานเจ้าหญิงคะงุยะเป็นภาพนามธรรม ภาพรูปธรรมของเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องของเจ้าหญิงจอมแก่นคนหนึ่งที่อยู่ในวัง เคยได้ยินแต่นางสนมเล่าเรื่องนอกวังให้ฟังจนยอมตกสวรรค์เพื่อจะมาดูให้เห็นจริงกับตา จึงหนีจากสังคมเมืองไปหาความเรียบง่ายในชนบท แต่กลับถูกคนแจ้งจับกลับมาส่งเพื่อแลกกับยศศักดิ์ และชีวิตหลังจากนั้นก็มีแต่เรื่องผู้ชายมากหน้าหลายตามาหมายปอง แม้แต่จักรพรรดิ์ก็ยังหมายปองเธอถึงขนาดเข้าใช้กำลังและอำนาจบังคับเอา จะกลับมาหาเพื่อนรักแต่เดิมแต่ก็กลับเป็นแค่คนหลอกลวงอีกคนเท่านั้น จนในที่สุดเธอไม่อาจเลือกอะไรได้อีก นอกจากหันหน้าเข้าหาที่พึ่งสุดท้าย ที่ๆ เธอจะได้ใส่เสื้อคลุมที่ทำให้ลืมอดีตที่ผ่านมาได้ แม้ใจอาจจะอนุญาตให้อาลัยหาบ้างในบางครั้งก็ตาม

การจบที่ไม่โสภา แววตาของเจ้าหญิงคะงุยะ ทำให้ผมน้ำตารื้นด้วยสองประการ ใจหนึ่งคือสงสารผู้หญิงที่โหยหาความรักด้วยใจบริสุทธิ์ทุกคนถ้าจะต้องถูกพัดพาด้วยเล่ห์กลของผู้ชายจนต้องเสียคนไปอย่างนี้ นี่คือความอยุติธรรมอย่างที่สุดที่คนจะพึงทำกับคน และอีกข้อคือ ทุกวันนี้ผมเองก็ยังพบผู้หญิงมากมายทั้งไกลตัวและใกล้ตัวที่ต้องบอบช้ำเพราะนิยามความรักเอาไว้สวยงามเกินไป จนมองเจ้าชายทั้ง 5 พระองค์ดีกว่าความเป็นจริง

เราควรมองโลกในแง่ดี เพื่อเราจะรักคนอื่นได้
แต่เราก็ควรมองโลกในแง่ร้ายบ้าง เพื่อจะได้ระวังตัวเป็น

จากใจ ผมอยากให้ผู้หญิงทุกคนได้มีความรักที่แสนวิเศษเหมือนที่ตัวฝันไว้ทุกๆ คนครับ เลือกดีๆ นะครับ


อัพเดท

ชอบความคิดเห็นนี้ ถ้าเทียบกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ขอสันนิษฐานว่า ตำนานเจ้าหญิงคะงุยะ จริงๆ อาจเล่าถึงชีวิตของไมโกะสาวน้อยสักคนหนึ่งที่หนีออกจากสำนัก ก่อนจะถูกดึงกลับมามีชีวิตเช่นนี้แล้วจบลงด้วยการปลงผมหันเข้าสู่ทางธรรม เป็นไปได้มากเพราะภาพ flashback ของผู้หญิงที่ร้องเพลงบนดวงจันทร์ก็เหมือนนะ ทำให้เราคิดไปอย่างนั้นได้ด้วยเหมือนกัน เห็นด้วยครับ

 

ภาพ: you2play.com, theverge.com, awn.com

วิธีการแก้ปัญหา Keyboard Shortcut Stopped Working สำหรับ Adobe Photoshop CS6

ใช้มาสองวันพบว่าถ้าเราเป็น Mavericks (OSX 10.10.1) อยู่ และใช้ปากกา Wacom เราจะไม่สามารถใช้ shortcuts บน Photoshop ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือพอใช้ๆ ไปก็ต้องไปคลิกตรงบาร์ที่อื่นๆ นอกชิ้นงานหนึ่งทีก่อนเพื่อให้แอพรับคำสั่ง shortcut ต่อได้ น่ารำคาญมาก

เปิดหาในเน็ตไปมาจนกระทั่งไปเจอ เว็บ feedback.photoshop.com ที่คอมเม้นต์ของคนชื่อ Saru-san ได้บอกวิธีแก้ไข (ซึ่งเขาเจอหลังจากลง Photoshop ใหม่ไปเที่ยวนึงแล้ว อึ๋ย!) ไว้ดังนี้

  1. เข้าไปที่หน้า Keyboard Shortcut Settings ของโปรแกรม Photoshop
  2. ตรงกรอบที่ให้เราเปลี่ยน shortcut ของคำสั่งต่างๆ ได้ ให้ดับเบิ้ลคลิกที่คำสั่ง File หลังจากนั้นให้เลือกเหมือนจะไปแก้คำสั่งใดคำสั่งนึง คนแนะนำลองที่คำสั่ง open… แล้วหายก็เลยแนะนำให้ใช้วิธีเดียวกันครับจะได้แก้ปัญหาได้ชัวร์ๆ
  3. พอเลือกแล้ว ไม่ต้องแก้อะไร กดปุ่ม Accept ที่อยู่ข้างๆ นั้นไปเลย แล้วกด OK เลย
  4. ไม่ต้องทำอย่างนี้กับคำสั่งอื่นๆ ครับ ทำคำสั่งเดียว ที่เหลือจะหายเองอัตโนมัติ

ทดลองแล้วหายจริง แก้ง่ายมาก ระดับความยาก 0

Coco บางครั้งความทรงจำ ก็คือส่วนหนึ่งของความสุขที่แท้จริง

รอยยิ้มเสียงหัวเราะน้ำตากับความอบอุ่นของภาพยนตร์ Coco

Coco ผลงานจากทีมผู้สร้าง Inside out และ Toy story3 ที่ได้รับการรีวิวเต็มห้าดาวจากเว็บไซต์ไทยแวร์ โดยที่มาของ ภาพยนตร์การ์ตูน เรื่อง Coco มาจากความเชื่อเก่าแก่ในประเทศเม็กซิโก เกี่ยวกับวันประตูนรกเปิดหรือ Day of the dead เป็นเทศกาลแห่งความตายที่ในวันนี้ชาวเม็กซิโกจะจัดงานเพื่อแสดงความระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ทุกๆ เดือนพฤศจิกายนของทุกปี

Coco เป็นเรื่องราวของ มิเกล หนุ่มน้อยชาวเม็กซิโกวัย 12 ในครอบครัวชาวเม็กซิโกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีกฎว่า ห้ามยุ่งเกี่ยวกับดนตรี ทั้งเล่นดนตรีหรือร้องเพลง ด้วยสาเหตุที่ว่า ปู่ทวดของเขาเคยทิ้งย่าทวดของเขาไปเพราะดนตรี เพื่อทำตามความในของตัวเอง ในวันงานเทศกาลแห่งความตาย มิเกล ที่ลึกๆแล้วมีใจรักดนตรี รักเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ก็แอบไปขโมยกีตาร์ที่หลุมศพของนักดนตรีคนหนึ่งที่เขาชอบ แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อเขาต้องหลุดเข้าไปอยู่ในโลกหลังความตามผ่านประตูนรก

ที่ดินแดนหลังความตาย มิเกลได้พบกับ เฮกเตอร์ ผีโครงกระดูก ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ และพามิเกลไปรู้จักเรื่องราวในอดีตของครอบครัวเขา การได้พบเจอกับญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว ทำให้มีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นกับมิเกลมากมาย แล้วเขาก็ได้รู้คำตอบว่า ทำไมทุกคนในบ้านถึงเกลียดดนตรีนักหนา
หลายคนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้แล้ว คงรู้สึกคล้ายๆกัน ก็ความประทับในความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ซึ่งพิกซาร์ ถ่ายทอดจาก ความเชื่อเรื่อง เทศกาลแห่งความตาย ได้อย่างอบอุ่น รวมถึงแง่มุมในเรื่องของความฝัน และการถูกปิดกั้นความฝันจากคนในครอบครัว ที่ทำเอาซาบซึ้ง จนต้องเสียน้ำตา

สำหรับองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากพล็อตและโครงเรื่อง ก็คงเป็นเรื่องของดนตรี ที่ได้รับการพูดถึงจากผู้ชมมากพอสมควร ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมาของดิสนีย์และพิกซาร์ ก็มักจะทำออกมาได้ดีอยู่แล้ว เรียกว่าในเรื่องนี้ มีฉากร้องเพลงกับฉากดนตรีที่ทำให้คนดูน้ำตาไหลได้หลายฉากเลยทีเดียว ความสำเร็จของ Coco ไม่ใช่เพียงแค่ รายได้ กับกระแสตอบรับที่ดี จากนักวิจารณ์และผู้ชมอย่างล้นหลามเท่านั้น แต่ ล่าสุด ก็ยังมีชื่อเข้าชิงรางวัลในเวทีต่างๆ มากมาย เช่น รางวัล Annie Awards ที่มีชื่อเข้าชิงถึง 13 สาขา และคาดว่า คงจะได้เข้าชิงอีกหลายเวทีรวมถึงออสการ์ด้วยแน่นอน

สำหรับใครที่ชอบภาพยนตร์การ์ตูนแนวครอบครัว หรือกำลังอยากไปชมภาพยนตร์แบบพร้อมกันทั้งครอบครัว ลองหาช่วงเวลาที่ว่างจากการทำงาน เช่นในวันหยุดที่ส่วนใหญ่ ที่นอกจากจะใช้เวลาสนุกและชิลล์ไปกับการนอนเล่นเกม M88 หรือเกมออนไลน์สุดโปรดแล้ว ลองเปลี่ยนเป็นลุกออกไปดูหนังดีๆที่โรงหนังสักเรื่อง ก็น่าจะมีความสุขไม่น้อยเลย

It หนังที่มีมากกว่าแค่ความน่ากลัว

อีกมุมหนึ่งในหนังเรื่อง It ที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชมทั่วโลก

หลายคนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง It แล้ว ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญ แต่เป็นหนัง Coming of Age ผลงานการกำกับของ Andy Muschietti จากภาพยนตร์เรื่อง Mama
It เป็นเรื่องราวของ เด็กกลุ่มหนึ่งในเมืองเดอร์รี ที่ค้นพบว่าทุกๆ 27  ปี เมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ มักเกิดเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่าง โดยเฉพาะการตายหรือหายสาบสูญของเด็กในเมืองนี้   แล้วพวกเขาก็เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของ ตัวตลก “Pennywise”  หรือที่เรียกว่า “มัน”
ถ้าเทียบกับเวอร์ชั่นแรกแล้ว หนังเวอร์ชั่นนี้ถือว่าดีงามมาก ในมุมของความเป็นหนัง Horror แน่นอนว่ามันดีกว่าและโหดกว่า แบบไม่น่าเชื่อนี่คือหนังที่มีนักแสดงเด็กตัวน้อยๆ แต่กลับทำออกมาได้สยองขวัญสั่นประสาทเป็นที่สุด เรียกได้ว่าเนื้อหาค่อนข้างรุนแรงเกินอายุของเด็กๆในเรื่องไปมากเลยทีเดียว
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าตัดความน่ากลัวออกไป หนังเรื่องนี้ก็คือหนังสไตล์ Coming of age ที่ผู้ใหญ่หลายคนดูแล้วน่าจะอินมาก ด้วยความตลก น่ารัก เข้าใจวัยเด็กอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีการตีความใหม่ได้ตรงประเด็นชัดเจน  มีการวางปูมหลังของตัวละครได้ดี มีกิมมิค จากสิ่งที่ตัวตลกนำมาหลอกหลอนเด็กๆ ซึ่งสะท้อนถึงความกลัวภายในจิตใจของเด็กแต่ละคนที่คิดและกังวลในเรื่องที่ต่างกันออกไป ตามช่วงรอยต่อของอายุ เพราะบางคนก็เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองและเริ่มแสดงความเป็นของตัวเอง หรืออธิบายง่ายๆว่า อยู่ในช่วงก้าวผ่านพ้นวัย จากวัยเด็กสู่การเป็นผู้ใหญ่นั่นเอง แล้วตัวหนังก็ถ่ายทอดแง่มุมนี้ออกมาได้อีกมาก  ตัวอย่างเช่น  Eddie ที่แม่เข้มงวดมาก ห้ามไปซะทุกอย่างและหวงเกินไป ทำให้เขาไม่กล้าที่จะตัดสินใจทำอะไรเลย
ต้องบอกว่า ในภาพรวมแล้ว It เป็นหนังที่ดีมากอีกเรื่องหนึ่ง และให้มุมมอง แง่คิดอะไรหลายๆด้านกับคนดู ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม และมันก็ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญสั่นประสาทที่ทำให้กลัวหรือหวาดผวาทั้งเรื่อง แต่มีมุมที่ทำให้รู้สึกคิดถึงช่วงชีวิตในวัยเด็ก และการก้าวข้ามพ้นวัย ซึ่งถ้าหากมีเวลาว่างจากการทำงาน เล่นเกม คาสิโน M88 ลองหาเวลาว่างๆในวันหยุดไปดูหนังเรื่องนี้สักรอบ น่าจะได้อะไรกลับมาไม่น้อยเลยทีเดียว

Enemy ปริศนาความยาว 1 ชั่วโมงเศษ

(บทความไม่สปอยล์ สปอยล์อยู่ล่างสุดครับ แต่ไม่ต้องกลัว ปิดไว้ในแถบสีดำปลอดภัย)

ผมต้องรีบจดทั้งหมดนี้ลงอย่างรีบด่วน ก่อนที่จะลืมความหมายของมันที่เพิ่งย่อยเสร็จหลังดูหนังออกมา 2 ชั่วโมง หะแรกนึกว่าถึงทางตันเสียแล้วเพราะชั่วโมงแรกแทบปะติดปะต่ออะไรไม่ได้เลย

ขอให้ทำใจไว้ว่าคุณกำลังเข้าไปดูผู้กำกับเล่าเรื่องปริศนาอันซับซ้อนความยาวชั่วโมงกว่าๆ เรื่องหนึ่งให้คุณฟัง และมันไม่หมูเลยครับ ปริศนามันซับซ้อนปวดประสาทดีทีเดียวครับ และถ้าไม่ปล่อยใจให้สนุกกับความเวิ่นเว้อของปริศนาที่ค่อยๆ เฉลยมาทีละชิ้น พอหนังจบอาจจะงงและรู้สึกเสียเวลาบ้าง… แต่ไม่เป็นไร ไปดูแล้วค่อยกลับมาอ่านสปอยล์ด้านล่างก็ได้ครับ จะได้โอเคขึ้น

ตกลงมีอะไรจริงบ้าง?

การจะเล่นเกมปริศนาหรือสืบหาข้อเท็จจริงได้นั้น ขั้นต้นที่สุดเลย เราคงต้องพยายามหา “ความจริง” อย่างน้อยสักข้อก็ยังดี มาเป็นจุดเริ่มในการสืบสวนหรือแก้เกมปริศนา ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของผู้กำกับที่จะต้องหลอกล่อเราให้งุนงงด้วยการประเคนทั้งความจริงความฝันและสัญลักษณ์ต่างๆ ให้เรางงเล่นๆ หรือไม่ก็สนุกกับเขาไปจนกระทั่งหมดชั่วโมง

ก็วุ่นวายดีครับ ทั่วๆ ไปผมคิดว่าทุกอย่างที่เราดูเกี่ยวกับ Adam และ Anthony คือความจริงหมดเลยแหละ เพียงแต่มันยังโกลาหลกันอยู่ ดังประโยคต้นเรื่องที่บอกว่า “โกลาหลคือระเบียบที่เราเข้าไม่ถึง” นั่นไง

แมงมุมคืออะไร?

แมงมุมเป็นทั้งสัญลักษณ์และพล็อตครับ รู้สึกอย่างนี้เว็บฝรั่งตีความกันว่าแมงมุมนั้นเก่งในเรื่องการสร้างภาพลวงตา การดักเหยื่อ และมีประสาทสัมผัสโดดเด่นในการต่อสู้กับศัตรู ผมก็เห็นด้วยนะ ในเรื่องเราจะเห็นทั้งภาพแมงมุมตัวเล็ก ตัวใหญ่ แล้วก็ตัวใหญ่มากๆ ทั้งหมดต้องมีความหมายอะไรสักอย่างสิ ก็มีนะ มี

Doppelgänger เหรอ?

อีกความรู้สึกที่ชอบคือ เหมือนหนังกำลังเล่าเรื่องผีดอปเปลแกงเกอร์ (Doppelgänger) คือผีเงาของเราอีกตนหนึ่งที่อยู่ในมิติเดียวกัน ตอนแรกผมก็สนุกกับความคิดนี้เพราะพอพระเอกประจัญหน้ากับผีเงาของตัวเอง ชีวิตก็ยุ่งยากขึ้นมาทันที แต่ผีเงานี่ บ้างก็มองว่าเหมือนคนเดียวแต่อยู่ในภาวะถอดจิตออกจากร่าง พระเอกก็เลยอาจจะมีคนเดียวก็ได้ถ้ามองจากมุมนี้? เรื่องนี้ผมไม่สันทัดจริงๆ ครับ แต่รู้ว่าเป็นผีที่โหดและเป็นตัวแทนความชั่วร้ายตัวหนึ่ง ซึ่งถ้าดูด้วยความคิดนี้เราจะโฟกัสที่ Adam และ Anthony ซึ่งผมก็ว่านี่เป็นอีกทางที่ทำให้เราหลงทางนะ

นอกนั้นของหนัง

สีเหลืองๆ นั้นสวยดี เพลงประกอบที่ไม่ตุ้งแช่มากนัก บ้านเมืองและตึกรามบ้านช่องที่สวยงาม (ตอนผมดู Enemy ผมเพิ่งออกมาจากโรง Godzilla รู้สึกว่าก็อดซิลล่าจะต้องชอบพังตึกพวกนี้แน่ๆ เลย ha-ha) และบทที่สนุกดีครับ เจคผมว่าก็เล่นเป็นสองคาแรคเตอร์ได้ดี อาจจะมีล้นบ้างบางจังหวะก็ไม่เป็นไร แต่ส่วนที่ชอบที่สุดต้องยกความดีให้เทคนิคหนังที่ทำให้เจค จิลเลนฮาล แตะตัวเจค จิลเลนฮาลได้อย่างสวยงามแนบเนียนมากจริงๆ ถ้าเป็นหนังเมื่อหลายปีก่อนเราคงแอบเห็นกระบวนการกรีนสกรีนอะไรได้ชัดกว่านี้ แต่อันนี้ไม่รู้สึกอย่างนั้น ชอบ

และถ้าคุณจะดูแล้วไม่เข้าใจ ก็แค่คิดว่า หนังก็โกลาหลใส่เรา คือมันมีระเบียบแบบหนึ่งแต่แค่เป็นแบบที่เราเข้าไม่ถึงแค่นั้นเอง ก็ได้นะ 🙂 ไม่ต้องดูหนังแล้วเข้าใจทุกเรื่องหรอกครับจริงๆ

ต่อไปเป็นสปอยล์ครับ

(หากต้องการอ่านกรุณากด Ctrl+A ครับ)

ถ้าจะให้หลักยึดสักอย่างว่า “มีอะไรบ้างในเรื่องที่เป็นจริงบ้าง?” ผมว่า

  1. สิ่งที่จริง คือ UNICA และแอดัมและแอนโธนี่นั้นเป็นคน 2 คนจริงๆ
  2. ผมว่าชีวิตครูของแอดัมคือเรื่องจริง ส่วนแอนโธนี่นั้น ไม่แน่ ไม่รู้ เพราะเท่าที่เห็นนั้นไม่มีคนจริงๆ อยู่ใกล้ชิดกับเขาเลย
  3. คุณอาจจะบอกว่า มีสิ ก็ภรรยาเขาไง โอเคครับผู้หญิงคนที่หนึ่ง คุณเห็นผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่ซีนแรกที่พระเอกไขกุญแจประตูหรือไม่? (ซีนนี้รบกวนจิตใจผมมากเพราะผู้หญิงท้องเนี่ยแหละ)
  4. แล้วผู้หญิงคนที่สองล่ะ? โอเคครับตอนจบซีนรถ กล้องซูมเข้าไปที่กระจกหน้าต่างฝั่งขวาตัวรถขนาดนั้น สงสัยไหมครับว่าทำไมเราไม่เห็นผู้หญิงคนนี้?
  5. เราเห็นกระจกแตกเป็นรูปอะไร?
  6. เช่นเดียวกัน คุณคลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นผู้หญิงคนที่สองในสถานการณ์ข้อ 3. ด้วยเหมือนกันไหม?
  7. ผมเห็นด้วยกับทฤษฎีที่คิดว่าคำว่าศัตรู ในเรื่องนี้หมายถึงแมงมุมนี่เอง  บทความนี้ที่เว็บหนัง complex.com ตีความไว้น่าสนใจว่าแมงมุมนั้นสื่อความหมายเรื่องเพศสัมพันธ์และอิทธิพลของเพศหญิงในเรื่องเพศ ถ้าผมจำไม่ผิด มีแมงมุมตัวเมียอยู่บางพันธุ์ที่จะกินตัวผู้เป็นอาหารหลังการผสมพันธุ์ “ศัตรู” ในเรื่องนี้จึงอาจจะหมายถึงผู้หญิง (คนใดคนหนึ่งในเรื่อง) ก็เป็นได้
  8. และถ้าผู้กำกับหรือเจ้าของบทประพันธ์อยากจะพยายามสื่อประเด็นนี้ให้ชัดขึ้นแบบเป็นรูปธรรมทางรูปลักษณ์ด้วย บางทีการทำให้พุงเธอป่องๆ สักหน่อยก็อาจจะเข้าท่าดี และถ้าหนังเรื่องนี้จัดอยู่ในหมวดเซอร์เรียลลิสติกจริงๆ บางทีเธออาจไม่ได้ท้องจริงๆ ก็เป็นได้…

ขอให้สนุกกับการชม Enemy ครับ 🙂

รูป ลอกมาจาก slate.com