ตั้งพาสเวิร์ดให้ยากขึ้นอีกด้วย running numbers

ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ตั้ง Password ให้ปลอดภัยและไม่ลืม ซึ่งเป็นขั้นแรกของสูตรการตั้งพาสเวิร์ดแบบที่มีเราจำได้คนเดียว รู้คนเดียว แถมแต่ละเว็บยังไม่จำเป็นต้องซ้ำกันได้ด้วย คราวนี้เราจะมาถึงวิธีการตั้งให้ยากขึ้นไปอีกครับด้วยการทำให้พาสเวิร์ดชุดนี้พัฒนาตัวเองแต่เรายังจำได้ด้วย

ผมคิดวิธีนี้ตอนที่ถูกเว็บใหญ่ๆ เช่น apple.com ขอให้เปลี่ยนพาสเวิร์ด (มีอยู่ช่วงนึงขอให้เปลี่ยนแทบจะทุก 3 เดือน) แต่ด้วยความที่สูตรในตอนที่แล้วของเราไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนบ่อยๆ สักเท่าไร เลยต้องมาคิดรูปแบบเพิ่มเติมจากคราวที่แล้ว

ภายใต้หลักการดังนี้

  1. ถ้าเป็นพาสเวิร์ดที่เกี่ยวกับธนาคารผมจะตั้งแยกไปเป็นอีกอันหนึ่งเลยครับ เหมือนกับลายเซ็นซึ่งเราควรจะมีไว้ใช้อย่างน้อยสามอื่นคือ แบบเป็นทางการ (ความลับที่สุด) แบบเซ็นให้คนอื่นดู และแบบเซ็นเพื่อซื้อสินค้าครับ (ไม่ว่าจะบัตรเครดิตหรือเดบิตก็ตาม)
  2. ลักษณะพาสเวิร์ดที่ใช้ควรจะมี running number (คือเลขที่เปลี่ยนแปลง) หนึ่งตัวครับซึ่งจะเอาไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ เช่น จากพาสเวิร์ดเดิมในเรื่องตอนที่แล้วที่เป็น Cyoelgxx เราอาจเพิ่ม (เป็นเก้าหลัก) หรือเปลี่ยน salt ของเรา 1 ตำแหน่ง (พาสเวิร์ดเป็นแปดหลักเท่าเดิม) ให้กลายเป็น running number ครับ ถ้าให้จำง่ายก็วิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่บางคนก็อาจจะวิ่งถอยหลัง แล้วแต่ครับเลือกใช้ได้เลย

Running number คืออะไร?

คือการเปลี่ยนเลข (หรือตัวหนังสือ) ในหลักนี้ให้เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เปลี่ยนพาสเวิร์ด โดยความถี่ในการเปลี่ยนแล้วแต่ว่าเราต้องการรักษาความปลอดภัยให้แอคเคานท์นี้มากแค่ไหนครับ
ดังนั้น จากตัวอย่างเราจะได้พาสเวิร์ดของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนี้

  • Cyoelgxy
  • Cyoelgxz
  • Cyoelgxa (หรือจะ Cyoelgx1 ก็ได้)

แต่ถ้าจะให้ยากกว่านี้ running number ของเราควรมีลักษณะเฉพาะครับ จะเลือกใช้แบบไหนก็ได้สร้างสรรค์ทั้งนั้น เช่น

  • เรียง 1-9 ธรรมดา
  • ตัวหนังสือ a-z
  • หรือเอาแบบหวือหวาสุดที่ผมเคยเจอ คือใช้ตัวหนังสือเรียงตามแป้นพิมพ์ เช่น q, w, e, r, t, y, u…

โดยวิธีนี้พาสเวิร์ดของเราจะยังคล้ายๆ เดิมตลอดเวลา แต่หลักสุดท้ายเท่านั้นที่เราต้องจำให้ได้เรื่อยๆ หรือไม่บางทีถ้าลืมก็ค่อยๆ ไล่ไปไม่เกินสองสามครั้งก็น่าจะเจอครับ

แน่นอนครับเนื่องจากมันมีความเปลี่ยนแปลง ข้อเสียของพาสเวิร์ดแบบนี้ที่ผมเจอเองก็คือ ผมใช้พาสเวิร์ดตัวนี้มากกว่า 1 แห่ง นั่นแปลว่าเวลาผมตัดสินใจจะเปลี่ยนพาสเวิร์ดแล้วที่เว็บไซต์ A ผมจะต้องไล่เปลี่ยนที่เว็บที่เหลือพร้อมกันทั้งหมดด้วยครับ แต่ก็แน่นอนว่าเราอาจจดชื่อเว็บไซต์พวกนี้รวมกันไว้สักที่ก็ได้ครับถ้ากลัวลืมเว็บที่ใช้ระบบเดียวกัน ซึ่งการจดแต่ชื่อเว็บไว้สักที่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเท่าจดพาสเวิร์ดลงไปตรงๆ อยู่ดีครับ

คราวนี้เราก็แทบจะอยู่ได้ 100% โดยไม่ต้องพึ่งโปรแกรมช่วยจำหรือช่วยจดพาสเวิร์ดแล้ว เพราะเรามีทั้งพาสเวิร์ดทั่วไปสำหรับใช้ตามเว็บ (และทุกเว็บไม่ซ้ำกันได้ด้วย) และพาสเวิร์ดระดับสำคัญที่เราสามารถเปลี่ยนได้เรื่อยๆ แต่ยังจำได้ไม่ยากเหมือนเดิม

The Lobster—Marry is Happy, Marry is Happy…

*ไม่ใช่บทความวิจารณ์หรอกแค่อยากเล่าสู่กันฟัง หลังจากไปดูมา

พวกเราทุกคนล้วนเคยโดนสะกดจิตจากทั้งสองฝ่าย คือจากกลุ่มคนที่เชื่อว่าแต่งงานนั้นดี และอีกฝ่ายที่เชื่อว่าอยู่คนเดียวสบายกว่า

Colin Farrell, John C. Reilly and Ben Whishaw in The Lobster
Colin Farrell, John C. Reilly and Ben Whishaw in The Lobster

ครั้งหนึ่งในชีวิตของคน (เคย) โสดทุกคนต้องเคยตอบคำถามว่า “เมื่อไหร่จะถึงคิวแต่งบ้าง?” มากครั้งพอๆ กับที่คนแต่งงานแล้วมักจะถูกถามต่อว่า “แล้วจะมีเจ้าตัวน้อยเมื่อไรดี?” ซึ่งถ้ามีคำตอบที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้เตรียมใจไว้ คำถามพวกนี้บางทีก็นำพาให้เราพาลกลับมาคิดต่อจริงๆ ไม่ได้ว่า “หรือเราจะผิดจริงๆ ที่ยังโสดหรือไม่มีคู่?”

The Lobster เอาขนบคิดเรื่องชีวิตเดี่ยวและคู่ที่ดูจะเป็นสากลมากๆ ในทุกสังคมเรื่องนี้มาล้อเล่นโดยการเล่าเรื่องเชิงอุปมา (metaphoric) เทียบเข้าไป แล้วตรงเข้าไปดึงเฉพาะแก่นของความคิดนั้นออกมาให้เราอีกทีแบบไม่มีน้ำเสียงดราม่าหรือความกดดันรอบข้างเข้ามาชักจูงให้เราหลงทาง (ตั้งแต่ภาพยันน้ำเสียงแบบโมโนโทนที่ใช้ดาราใช้ในบทพูด) หนังแสดงเป็นสองภาคเหมือนศึกโต้คารมมัธยมศึกษาโดยเอาวาทะเด็ดจากทั้งสองหลักปรัชญามานำเสนอพร้อมทั้งตัวอย่าง เสร็จแล้วก็สรุปจบเรื่องแบบผลที่ได้ก็ไม่ค่อยเอกฉันท์นัก ปล่อยให้เรากลับบ้านไปคิดดูเอาเองว่าแต่ละประเด็นเหล่านี้ที่คนมักพูดถึงเรื่อง “โสด vs มีคู่” นั้น มันมีน้ำหนักสำหรับเราจริงๆ หรือว่าเราโดนมายาคติเหล่านี้หล่อหลอมให้เราคล้อยตามไปโดยลืมดูไปแล้วว่ามันเหมาะหรือไม่เหมาะกับเรา?

ผมรวบรวมประเด็นโต้วาทีที่น่าสนใจทั้งจากฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านออกมาได้ประมาณนี้ เชื่อไม่เชื่อก็คงต้องแล้วแต่เรา

Continue reading “The Lobster—Marry is Happy, Marry is Happy…”

ฟรีแลนซ์ – ห้ามป่วย ห้ามพัก รักชีวิตด้วยนะ จากหมอ

ล๋ง… นายมีชีวิตจริงๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไร?

ถ้ามีหนังสักเรื่องที่ทิ้งตะกอนความคิดไว้ให้เราถึงเช้าได้ หนังเรื่องนั้นสมควรได้รับการเขียนถึงในบล็อก

ฟรีแลนซ์ทำให้เราย้อนคิดถึงชีวิตของตัวเองสมัยจบใหม่ๆ กำลังหางาน และต้องทำอะไรสักอย่างแล้วเพื่อให้เริ่มมีเงิน ในยุคสมัยที่โฟโต้ชอปเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองและเราสนุกกับการหัดทำ หัดตัดต่อด้วย “clone stamp” และบรัชต่างๆ ตอนนั้นผมก็เคยอยู่ในวังวนสายนั้นเหมือนกันแต่ว่าไม่ได้เก่งเท่ายุ่น ไม่เคยมีงานสเกล “เกิด” วิ่งเข้าตัวเหมือนยุ่นได้ และไม่เคยเอ๊กซตรีมถึงขนาดต้องใช้วายฟายที่วัดเพื่อส่งงาน… พอละ ไม่สปอยล์ละ

จริงๆ ตอนเข้าไปดูไม่กล้าคาดหวังอะไร เพราะดูทีเซอร์ก็คาดว่ากำลังจะดูหนัง feel good ที่คงละเรื่องจริงทางโลกไปหมด แต่ยังแอบศรัทธาอยู่น้อยๆ ว่าผู้กำกับนวพลฯ จะยังเล่าเรื่องได้สนุกเหมือนคราวที่แล้วที่ดู Mary is Happy, Mary is Happy

พอองก์สุดท้ายมาถึงผมก็พบว่า เอ่อ อย่าปล่อยให้ production ที่สวยงามหลอกตาเรา… ผู้กำกับเขายังคิดอะไรๆ กับหนังเขาเหมือนเดิม ดีเลย

คุณควรได้ความเป็นจริงกลับไปนั่งคิดที่บ้านต่อ แพทย์นวพลฯ ถามเราว่าเรามีชีวิตจริงๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไร?

Freelance is Happy, Doctor is Happy (Spoiler alert เล็กน้อยด้านอารมณ์ตัวละคร)

ผู้กำกับนวพลฯ ชอบตั้งคำถามเรื่องเกี่ยวกับความสุขในชีวิตแฮะ ความสุขตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตายเลย ตั้งได้หมด

และความสุขมักไม่ได้เกิดในช่วงชีวิตของตัวละคร กระทั่งไปพบว่านี่แหละคือความสุขก็ตอนเมื่ออะไรสายไปแล้วสักอย่าง… สองอย่างสามอย่าง หรือไม่ก็ทั้งกระบิมันพังไปหมดแล้วค่อยพบว่าความสุขชิ้นที่นั่งเล่นรอให้เราไปเล่นด้วยอยู่นานแล้วนั่นแหละเราดันไม่เคยเอามือไปสัมผัสมันเลย

เรื่องนี้เกิดทั้งกับชีวิตของยุ่นและคุณหมออิม (เป็นธรรมเนียมไปแล้ว เราเรียกแพทย์ว่า คุณหมอ เสมอๆ เพราะรู้สึกว่าอาชีพเขาเสียสละเกินกว่าจะเรียกอย่างไม่เทิดทูน) แต่คนหนึ่งค้นพบความสุขอยู่ตรงหน้าและพยายามไขว่คว้าเอาไว้แม้โดยวิถีของอาชีพอาจไม่อนุญาตให้ทำอย่างในหนังที่เราเห็นขนาดนี้…คิดว่างั้นนะ ในขณะที่อีกคนหนึ่งไม่เข้าใจความสุขของชีวิต และไขว่คว้าเอาไว้ไม่เป็น ไม่ยึดติดกับคำว่าความสุขเลยเพราะไม่เคยมีเวลาให้มัน กล่าวโดยสรุปคือยุ่นก็เลยไม่เคยรู้จักอะไรเกี่ยวกับแพทเทิร์นของความสุขเลย

ผมเป็นคนหนึ่งเหมือนกันที่ประสบปัญหาการไม่อยากใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เราไปดูถูกมันว่าไร้สาระ อย่างการไปกินเหล้ากับเพื่อนที่ทำงาน (ส่วนหนึ่งก็เพราะกินเหล้าไม่เป็นและเราคิดไปแล้วว่ามันคือสิ่งที่ไม่ทำก็ไม่น่าเป็นอะไร) แต่เราก็ต้องแลกกับการมีโอกาสน้อยลงในการทำความรู้จักกับคนอื่น แต่ก็นั่นแหละ การรู้จักคนอื่นต่างหากคือสิ่งที่ผมเลี่ยง เพราะเอาเข้าจริงๆ ถึงไม่มีช่วงเวลานั้นเราก็ยังทำความรู้จักเพื่อนที่ทำงานในช่วงเวลาอื่นก็ได้ ผลลัพธ์อาจให้รูปต่างกันนิดหน่อย แต่ถ้าการมีเพื่อนที่ทำงานคือส่วนหนึ่งของความสุขของชีวิตเราจริงๆ การปฏิเสธจะลงมือทำมันก็จะหายไปเอง ประมาณว่าอุปสรรคมันมีไว้ขัดขาคนที่ไม่อยากไปถึงความสุขจริงๆ ก็แค่นั้นแหละ

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อนี้จึงควรจะหมายถึงว่าเราน่าจะรู้ว่ามันมีความสุขอยู่กี่ประเภทที่เหมาะสำหรับเราแล้วก็ลองทำมันบ้าง อะไรสุขภาพเสียเราก็เลี่ยง แต่อย่างการไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินมันไม่ได้เสียอะไรนอกจากเสียเวลา เมื่อลองทำสักครั้งหนึ่งแล้วถ้ามันไม่ใช่รูปแบบที่ดีพอสำหรับเราเราก็จะจำมันไม่ได้เอง… แต่ถ้าจำได้ มันเป็นรูปแบบความสุขที่เข้ากับเรา

You know nothing, Yoon Snow.

“ฟรีแลนซ์” พูดถึงการยึดติดกับตัวเราของเราระดับหนึ่ง เป็นการยึดติดในด้านที่บางทีเราก็เชิดชูมันว่าดีด้วยนะ คือการทำอาชีพของเราให้ดีที่สุด

…คุณหมออิมก็มีปัญหากับอาชีพตัวเอง และยุ่นก็ไม่ต่างกัน ตามแนวคิดและศัพท์แนวๆ ของยุ่นในเรื่องที่กล่าวไว้ว่าจะทำอาชีพอะไร ต้องใช้ชีวิตให้บียอนด์ นอกจากคำถามว่าเราไม่เคยมีความสุขจริงๆ มานานแล้วใช่ไหมเราก็มาโดนอีกคำถามหนึ่งตรงนี้ที่ถามเราว่า “ตกลงคนเราควรตั้งเป้าไว้ที่ทำให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องแคร์สิ่งที่เหลืออยู่ แม้แต่สุขภาพด้วยนะ จริงๆ หรือ?”

ภาพชัดๆ กลางจอของเช็คใบละเจ็ดพันและค่ายาราคาเท่ากันเป็นตัวยืนยันอย่างดี ว่านี่เป็นอาการที่สองที่แพทย์นวพลฯ ถามเราว่าอดหลับอดนอนรีทัชแทบตายให้ได้งานเนี้ยบที่สุด แล้วลงท้ายได้เจ็ดพันต่องานเพื่อเอาไปจ่ายค่ายา นี่คือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเราใช่หรือไม่?

จริงๆ เหรอ งานรีทัชนี่ทำภาพอย่างดีไปใช้หลายสิบชั่วโมงได้งานละเจ็ดพันจริงๆ เหรอ? โหดนะ ราคาถูกโหดมาก

คุณหมออิมเป็นหมอที่แคร์ชีวิตคนมากกว่างานไม่ใช่เพราะเธอไม่รู้จักคุณค่าของงาน แต่เพราะโดยสายอาชีพของเธอแล้วเธอรู้ว่าอะไรราคาแพงกว่า แต่ตัวคุณหมออิมเองก็ประสบปัญหาในการข้ามจุดนี้มาให้ได้เหมือนกันเพราะโดยจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว มันมีช่องให้เธอเลี่ยงหรือปฏิเสธการทำดีที่สุดได้น้อยกว่า

ในขณะที่คนหนึ่งไม่มีทางเลือกเลย แต่กับอีกคนไม่ใช่ว่างานไม่ดีที่สุดก็ได้นะแต่อีกคนมีทางเลือกในเรื่องการปฏิเสธได้ง่ายกว่า (เมื่อจบงานก็อาจจะหยุดพักบ้าง) …แพทย์นวพลฯ วินิจฉัยว่านิสัยดื้อแพ่งในการจะทำงานให้ออกมาดีที่สุดโดยไม่ห่วงสุขภาพตัวเองเลยต่างหากที่เป็นปัญหาให้เราปวดหลังหรือกระเพาะทะลุจนถึงทุกวันนี้

ทำงานแต่ละครั้งให้ลุล่วงและประเสริฐ และต้องมีขนาดและจังหวะในการพักที่สวยงามสำหรับร่างกายประกอบกัน อย่าทำเหมือนไม่รู้อะไรเลย อย่ารอจนมันสายไป

รูปนี้แฮฟมาจากเว็บของคุณเจไดยุทธ จากบทความเรื่องใบปิดหนังเรื่องนี้ ไปอ่านกันได้ว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไหน http://jediyuth.com/2015/07/31/freelance-the-movie-character-poster/
รูปนี้แฮฟมาจากเว็บของคุณเจไดยุทธ จากบทความเรื่องใบปิดหนังเรื่องนี้ ไปอ่านกันได้ว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไหน http://jediyuth.com/2015/07/31/freelance-the-movie-character-poster/

หมอขอสี่อย่าง

คำขอร้องแบบคุณหมออิมคือคำขอร้องประเภทที่เราอยากได้ยิน มันทำให้เรามีกำลังใจทำ แต่ความสวยของคุณหมอนี่เกี่ยวไหม? ต้องยอมรับว่าเกี่ยวบ้างนะ สำหรับผู้ชาย แต่พอพ้นครั้งแรกไปมันจะมีจุดตัดอีกครั้งหนึ่งที่สำคัญที่จะเปลี่ยนความคิดของเราไปว่านั่นไม่ใช่เสน่หาฉันท์หญิงชาย แต่มันเป็นความห่วงใยแบบเพื่อนที่เป็นกำลังใจให้กันเวลาทำงานกลุ่ม… ข้อนี้ผมเคยเจอกับตัวเอง

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เองที่ผมมีปัญหาหน้าลอกเป็นขุยๆ อันเนื่องมาจากเข้าใจเอาเองว่าคงแพ้เหงื่อ อากาศร้อน ไม่ล้างหน้า แพ้สารเคมี ฯลฯ แล้วก็เลยคิดจะแก้ปัญหานี้ด้วยการไม่ไปหาหมอ (เสียเวลา) จึงเดินเข้าร้านขายยาสุดหรูแห่งหนึ่งที่เราคิดว่ายังไงเสียเขาก็คงจะจ่ายยาดีที่ราคาแพงๆ ให้เราสักหลอดหนึ่งมาแก้ปัญหาให้เราได้ และด้วยราคาผมเชื่อว่าผมจะได้ยาที่ดีที่สุด หายแน่นอน ผมเองก็เชื่อไม่ต่างกันกับยุ่น จ่ายแพงหายเร็ว ชัวร์

หลังจากเล่าอาการให้คุณเภสัชกรที่หน้าเคาน์เตอร์ฟัง หลังจากนั้นคุณเภสัชกรถามอย่างอื่นผมอีก ผมจำคำถามทั้งหมดไม่ได้แต่ดูเหมือนคำถามพวกนั้นไม่มีอะไรน่าจะเกี่ยวโยงกับเรื่องได้เลย มีพี่น้องกี่คน ทำงานอาชีพอะไรคะ ตำแหน่งงานแบบไหน มีเพื่อนร่วมงานหรือทีมเยอะหรือเปล่า และคำถามท้ายๆ หลายคำถามของคุณเภสัชกรท่านนั้นดูเหมือนจะโฟกัสไปเรื่องเดียวเลยว่า “มีอะไรที่ทำให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจหรือค้างคาเกี่ยวกับที่ทำงานหรือชีวิตส่วนตัวอยู่บ้างหรือเปล่าคะ”

เป็นช่วงเวลาที่ช็อคสักครู่ แต่ผมเป็นคนไม่ยินดียินร้ายในการเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นฟังอยู่แล้วเพราะเรารู้สึกแหละว่ามันไม่มีมูลค่าอะไรสำหรับคนอื่นหรอกถ้าเขาแค่อยากฟัง แต่เป็นครั้งแรกที่การไปหาบุคลากรทางการแพทย์สักคนแล้วถูกต้อนด้วยคำถามเชิงนามธรรมมากกว่ารูปธรรม ประเภทว่าผื่นขึ้นตรงไหน เป็นมานานเท่าไรแล้ว ฯลฯ

สุดท้าย คำแนะนำที่ผมได้รับคือการบอกว่าอาจต้องนอนให้เร็วขึ้น และที่ให้กลับไปลองทำบ่อยๆ คือกลอกตาขึ้นมุมบนซ้ายแล้วพยายามคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เราจะพยายามทำให้ได้กับเพื่อนร่วมงาน นัยว่าสิ่งที่ผมต้องเปลี่ยนคืออคติที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน และอคติที่มองไม่เห็นเหล่านี้เองจะส่งผลถึงบรรดาผื่นเหล่านี้ซึ่งเป็นผลสะท้อนจากความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ของผมได้ด้วยตัวเอง คำถามท้ายสุดที่ผมถามคุณเภสัชกรท่านนั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดๆ

“งั้น… ตกลงผมไม่ต้องซื้อยาอะไรเลยใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ”

เป็นการเข้าร้านยาราคาแพงครั้งแรกที่ไม่ได้ยากลับมา แต่สิ่งที่ผมได้กลับตกตะกอนในความคิดของผมด้วย ผมได้สังเกตอาการบนใบหน้าของคุณเภสัชกรท่านนั้นด้วยเป็นเวลานาน (ขอเรียกย่อๆ ว่าคุณ ภ. แล้วกัน เริ่มยาว) คุณ ภ. ใบหน้าเรียบๆ แต่งหน้าน้อยๆ น่ารักไหม? น่ารักเรียบๆ แต่ไม่ได้สวยอย่างเพอร์เฟกต์ สิ่งที่ผมรับรู้คือคุณ ภ. ก็น่าจะมีปัญหาส่วนตัวของเธอเหมือนกัน ผมสังเกตเห็นขี้รังแคนิดๆ หน่อยๆ บนศีรษะของเธอ ผมว่าถ้าคุณ ภ. มองกระจกเธอก็จะไม่พอใจกับสิ่งที่เธอเห็นหรอก แต่ ณ เวลานั้นเธอแสดงความห่วงใยปัญหาสุขภาพจิตของผมเองมากกว่าเรื่องของเธอ โดยหน้าที่การงานคือการขายยา ไม่น่าจะใช่ แต่โดยความเป็นเพื่อนมนุษย์ โดยจรรยาบรรณของวิชาชีพที่สวยงามแข็งแรง หลังจากการยืนคุยกับเธอเกือบยี่สิบนาที สิ่งที่ผมได้รับคือความประทับใจในตัวคุณ ภ. มันเป็นมากกว่าความงดงามในหน้าตา มันคือความงดงามที่จิตใจ

คุณหมออิมในเรื่องทำให้ผมคิดถึงเรื่องนี้ ครั้งหนึ่งเคยได้รับความกรุณาให้ได้รับความปรานีมากกว่าการเอาดินสอเขี่ยๆ มือเพราะไม่อยากแตะตัว หรือการส่งยาให้ตามลำดับความแรงของปัญหาและความแพงของราคาค่ายืนคุย ครั้งหนึ่งผมเคยได้รับความกรุณาแบบนี้ฟรีๆ เราต่างจ่ายสิ่งเหล่านี้ด้วยเวลาของเรา

จุดวินิจฉัยอาการจุดที่ 3 คงน่าจะเป็นคำถามว่า “คุณคิดไหมว่า บางทีนะ เราน่าจะจ่ายเวลาเพื่อซื้อบางอย่างที่มีค่ามากกว่าสิ่งที่คุณเลือกอยู่ตอนนี้หรือเปล่า เนอะ?” อะไรที่มีราคากว่าจีบกุ้ง กาแฟเย็นผสมยาชูกำลัง ฯลฯ อะไรที่มีค่าแต่เหนื่อยสุดอย่างการออกกำลังกาย อะไรที่มีค่ามากๆ อย่างการไปในสถานที่ไกลๆ เพื่อชื่นชมธรรมชาติหรือทำความรู้จักกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นที่หลายครั้งมันจะส่งผลย้อนเข้ามาในร่างกายและจิตใจเราเอง

ถ้าเราอยากให้ชีวิตของเรามีค่าขึ้นมาจริงๆ เราคงต้องเติมค่าให้มันด้วยสินะ

ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้ว กว่าการตัดสินใจทำบางอย่างที่สุดจะขัดกับขนบธรรมเนียมประเพณีนิยมของชีวิตเราที่ทำมาเรือนห้าปีสิบปี แต่ถ้าไม่ทำ ชีวิตเราก็เพิ่มค่าไม่ได้

แต่ก่อนจะถึงข้อนี้เราก็คงต้องผ่านข้อเมื่อกี้มาให้ได้ก่อนว่าเราแบ่งเวลาระหว่างการพักผ่อนกับการทำที่สุดของชีวิตเราได้ดีพอจะไม่ตายก่อนแก่แล้วหรือเปล่าด้วยนะ

สิ่งที่ผมอยากเล่าให้แพทย์นวพลฯ ฟังบ้าง

(แมวมาชวนเล่น ขอเล่นกับแมวแป๊บนะ)

เพิ่งดู Amy มาเมื่อวันก่อน ชอบคำพูดหนึ่งที่เอมี่ ไวน์เฮ้าส์ พูดไว้ตอนต้นเรื่องคือ เพลงทุกเพลงที่ทำฉันก็แค่ทำเพลงแบบที่ฉันอยากฟัง เพราะเพลงในตลาดน่ะเหรอ มันก็กากๆ นะ… ไม่อะไม่ใช่กากๆ แบบนั้นแต่มันก็กากๆ แหละค่ะ แต่ประเด็นคือ มันไม่ใช่เพลงแบบที่ฉันอยากจะฟัง ฉันไม่ได้ทำอะไรยิ่งใหญ่เลยแค่เลือกทำสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะชอบเท่านั้นแหละ

หน้าหนังฟรีแลนซ์ชวนให้ตกใจ หนังตัวอย่างชวนให้ประหลาดใจ แต่พอดูหนังแล้วก็รู้ว่าโลกของมาร์เก็ตติ้งมันเป็นอะไรที่มาร์เก็ตติ้งจริงๆ ไม่ได้ผิดขนบฯ อะไรหรอกแค่ผมก็ไม่ชอบจะถูกหลอกเท่านั้นเอง จึงดีใจมากที่ไม่ได้คิดอะไรกับการประโคมโฆษณาในแบบจีทีเอชสไตล์ เป็นอันว่าค่ายหนังก็ส่วนค่ายหนัง ผู้กำกับก็ส่วนผู้กำกับ…

ถ้างั้นมันดีนะ คนหนึ่งมีทุน คนหนึ่งมีไอเดีย และต่างคนไม่ก้าวก่ายกันและกัน ขายได้หรือไม่ได้ก็ตามแต่มันคือการเคารพวิชาชีพซึ่งกันและกัน #คือดี

ฟรีแลนซ์และน้องๆ ระดับทำงานที่ออฟฟิศผมจำนวนหนึ่งที่ไปดูมาแล้วทุกคนพยักหน้าว่ามันใช่ บางคนน้ำตาไหลในบางซีนเมื่อย้อนคิดถึงตัวเองว่า “กูลำบากตรากตรำขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย? ToT ” ผมว่าทุกคนประทับใจนะ มันคือส่วนสำคัญมากในการจะพยายามขอให้เราไปคิดต่อที่บ้าน หรือไปใช้ชีวิตดีขึ้นบ้างอย่างที่คุณหมออิมขอ เราขอแค่อยากรู้สึกว่าหมอคนนั้นเข้าใจปัญหาของเราจริงๆ ระดับมองตาก็รู้แล้ว

เราชอบลีลาหน้าแมคของซันนี่บนผืน intuos มาก มันจริง พลิ้วไหว งดงามสมเป็นฟรีแลนซ์ราคาเจ็ดพันต่อจ๊อบ #ผิดมาก #ยุ่นร้องไห้ไมวะ แต่กับส่วนของคุณหมอ เราไม่รู้จริงๆ แต่แม้มีอาการจะไม่เชื่อบ้างอยู่ประปราย แต่ก็รู้สึกว่าบทเก็บรายละเอียดครบดี ดูจริงระดับนึง

เราเป็นคนที่เคยถูกนัดตรวจบ่อยๆ จนแอบดีใจที่ได้พบหมอเพราะหมอน่ารักเหมือนกันนะ แต่ของที่เราซื้อให้หมอตอนนั้นคือจี้รูปผีเสื้อเลยเว่ย #ยุ่นไม่ลงทุน เราเลยอินกับหนังเรื่องนี้พอสมควรเพราะเราก็สงสัยเหมือนกันว่ามันคือความรักหรือเปล่า สุดท้ายเราพบว่าส่วนใหญ่มันคือความเทิดทูนความทุ่มเทที่คุณหมอแต่ละท่านมีให้เรา ความรู้สึกมันคล้ายกับความรัก แต่โดยเนื้อแท้มันต่างกัน

หนังเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนังไทยอันเน่าเฟะเลย แล้วมันก็จะไม่ได้ฟื้นอะไรให้ดีขึ้นด้วย มันเป็นแค่หนังดีๆ ที่นายทุนมีตังค์เห็นจังหวะเท่านั้นเอง แต่ก็ดีใจมากที่โดยสภาพแล้วมันยังเป็นหนังของผู้กำกับคนที่เราชอบอยู่

ที่ผู้กำกับบอกว่าอารมณ์มันคล้ายๆ วู้ดดี้ แอลเลน ผมเห็นด้วยนะ ความกระป๋องกระแป๋งในอารมณ์ของมันเป็นกันเองกับผมในแบบเดียวกันเลย แม้สไตล์ที่ทาบทับลงไปมันจะต่างกันด้วยความแก่และวิธีเล่นมุก แต่วิธีคิดโดยรวมวิธีเล่ามันทำให้เรายิ้มและหัวเราะในแบบเดียวกันได้ จริงตามนั้น

โดยรวมมันเลยใช่สำหรับเรา สนุกดี ขอบคุณ 🙂

freelancethemovie picture from mthai.com
เพิ่มรูปที่หามาจากกูเกิ้ล รูปของ http://movie.mthai.com/movie-news/185143.html ไปอ่านตรงโน้นกันต่อได้ เป็นบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ

ปัจฉิมลิขิต

จริงๆ ถ้าบอกผู้กำกับได้ว่าอยากดูอะไรหลังจากนี้?

ถ้าเขาบอกว่าเขาเริ่มทำหนังที่สูงอายุขึ้นเรื่อยๆ และถ้าเขายังจะตั้งคำถามเกี่ยวกับความสุขของคนอยู่อีกละก็… อยากบอกว่าเรื่องหน้าอยากดู Marry is Happy, Marry is Happy

ภาคต่อของ Mary งี้?– ha-ha 😀

Trespassing Bergman

สั้นๆ นะครับไม่อยากเล่ามาก แต่ถ้ามีโอกาสก็หาดู ก็อาจจะชอบเหมือนเรา 🙂

สำหรับคนที่อยากรู้จักงานของอิงมาร์ เบิร์กแมน (Ingmar Bergman) ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ตลอดชีวิตของเขาคือการอยู่อย่างสันโดษกับสิ่งเดียวที่มีความหมายในสายตาของเขา… ภาพยนตร์ นี่คือสารคดีที่สรุปไว้ได้ครบถ้วนและมีรายละเอียดที่น่าสนใจเต็มไปหมดเลย

เราได้เห็นผู้กำกับรุ่นถัดมาในหนัง เราได้เห็นอากัปกิริยาของเอลีฮันโดร อินาร์ริตู, ลาร์ส ฟอน เตรียร์, แคลร์ เดนิส, วู้ดดี้ แอลเล็น และอีกหลายๆ คนที่ทั้งตื่นเต้นราวกับเด็กไปดิสนีย์แลนด์ และที่ซึมซับความถมึงทึงแกมหดหู่ของสถานที่ได้ดีเกินกว่าคนอื่นๆ เราได้เห็นนักแสดงหลายคนพูดถึงหนังเรื่องต่างๆ ด้วยความทึ่งจนเราตื่นเต้นตาม

เรื่องหนึ่งที่ตื่นเต้นมากระหว่างการดูคือผมเพิ่งรู้ว่านี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาเฉพาะคน แต่ใครๆ ก็รู้สึกแบบเดียวกัน… เช่นเรื่อง Persona ที่เราได้ดู ตอนแรกผมคิดว่าเรารู้สึกไปเองว่าหนังมันช่างเรียบง่ายแต่ใช้พลังได้รุนแรงอะไรเช่นนี้ แต่มันกลับกลายเป็นว่าคนทั้งโลกรู้สึกแบบเดียวกับเรา… นี่คือความรู้สึกตื่นเต้นมากๆ พอเราได้ฟังคนในเรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในหนัง และได้เห็นฉากบางฉากจากมัน

เหลือเชื่อ ที่คำว่าภาษาสากลในหนังนั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิวเผินอย่างที่เราเคยทำหรือพูดอีกต่อไป มันมีน้ำหนักจนเราต้องเคารพเลยทีเดียว

 

 

 

ส่วนดีที่สุดของหนังสารคดีเรื่องนี้ขอยกให้กับคำพูดของผู้กำกับคนหนึ่งในเรื่อง ที่ได้เปลี่ยนทรรศนะเกี่ยวกับการดูหนังของเราไปอย่างสิ้นเชิงเลย ชอบมากและกินใจมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามองผิดไปอย่างที่เขาว่าจริงๆ

เขาพูดถึงสองประเด็นด้วยกัน

1. “เมื่อคุณไปดูหนัง อย่าเสียเวลาบ่นบ้าผิดหวังเพราะหาไอเดียใหม่ๆ ในเรื่องไม่เจอ… มันไม่มีอะไรใหม่อีกแล้ว! หนังมันทำกันไปหมดทุกแนวแล้ว สิ่งที่เราจะได้เสพจากการไปดูหนังคือการจัดเรียง (execution) มันออกมาของผู้กำกับแต่ละคนซึ่งจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นต่างหากคือเหตุผลของการไปดูหนัง…”

2. “ตัวแปรที่สำคัญที่สุดสำหรับหนัง คือ คนดูแต่ละคน… มันคือประสบการณ์ที่เราหรือเขาได้รับกลับบ้านไป มันคือห้วงเวลา ณ วันนั้น ว่าเรานั่งดูอยู่ที่ไหน? ไปดูกับใคร? แล้ววันนั้นเราตีความมันว่าอย่างไร มันคือเรื่องของคุณ ณ ตอนนั้นเลย…” นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราจะดูหนังเรื่องเดียวกันแต่คิดคนละอย่างได้ หากเราอยู่ในบริบทที่ต่างกันไม่ว่าจะด้วยเวลา สถานที่ วุฒิภาวะ อารมณ์ หรือแม้แต่สภาพร่างกาย

ไม่แปลกใจที่อิงมาร์ เบิร์กแมน กลายเป็นที่เคารพของคนมากมาย เขาเข้าใจเวทีแห่งนี้อย่างลึกซึ้ง ลึกล้ำกว่าเราผู้เป็นเพียงนักวิจารณ์ปากเปราะคนหนึ่งเท่านั้น…

 

จำได้ว่ามีหลายช็อตที่ซีนสั้นๆ ในหนังเรื่องต่างๆ ของเบิร์กแมนถูกเอามาขึ้นจอให้ดู จนเราต้องหลับตา เพราะว่าเราไม่ได้อยากซึมซับมันครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ ถ้าจะดูเราจะขอดูทั้งเรื่อง และที่มันเจ๋งมากๆ คือตอนนี้เรารู้ชื่อเรื่องทั้งหมดที่อยากดู พร้อมทั้งลำดับและเหตุผลในการดูมันอย่างครบถ้วนจากหนังเรื่องนี้แล้ว

ที่กลัวอันต่อไป คือกลัวตัวเองจะเลิกดูหนังไม่ได้อีกต่อไปแล้วนี่สิ 🙂

 

ขูดหินปูน จำเป็นมากแค่ไหนและควรต้องทำกี่ครั้งในแต่ละปี

มีบางคนที่เจอคำถามที่ว่าต้องขูดหินปูนกี่ครั้งในแต่ละปีแล้วเกิดรู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้สนใจในเรื่องนี้สักเท่าไร นึกอยากจะไปเมื่อไรก็ค่อยไป ซึ่งบางทีกว่าจะนึกออกเวลาก็ผ่านไป 3-4 ปีแล้ว และแน่นอนว่ามันไม่เป็นผลดีกับสุขภาพฟันของเราเลย Continue reading “ขูดหินปูน จำเป็นมากแค่ไหนและควรต้องทำกี่ครั้งในแต่ละปี”

The Age of Adaline ชีวิตที่ไม่เพอร์เฟกต์ ที่เพอร์เฟกต์

เมื่อวานดู The Age of Adaline (ตั้งใจจะไปดู The Age of Ultron แต่มันยังไม่เข้า #ผิด ha-ha) แล้วก็พบว่า หนังเรื่องนี้ธรรมดามาก

แต่ในความธรรมดาพอซึมซับไปจนจบเรื่องแล้วกลับรู้สึกว่าเนื้อหาจิ้มลึกเข้าไปในหัวใจได้คมกริบมาก ความปวดความร้าวมันค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความยาวของการซึมซับหนังที่ค่อยๆ ลากเราเข้าไปในตัวละครเรื่อยๆ

เบลค ไลฟ์ลี่ ดูผาดๆ ครั้งสองครั้งไม่สวย แต่สิ่งที่ตัวละครเอเดอไลน์แสดงออกค่อยๆ ทำให้ตัวละครนี้สวยขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เรื่อยๆ พอเราค่อยๆ มองแยกชั้นความรู้สึกนี้ออกจากกันเราก็ค่อยๆ เข้าใจ เราไม่ได้ชอบหน้าตาตัวละครมากเท่ากับความฉลาด และความเป็นผู้ใหญ่ของตัวละคร ที่รวมเข้ากับความเหงาเพราะโรคร้ายที่เป็นอยู่แล้วเรารู้สึกว่าตัวละครนี้ช่างเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและความอ่อนแอในเวลาเดียวกัน

ตำหนิ ความอ่อนแอ และรอยแผลของมนุษย์คือสิ่งที่งดงามและทำให้เราไม่เหมือนใคร นั่นคือสิ่งที่หนังบอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาซึ่งผมเห็นด้วย เราจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องรังเกียจตัวตนของเราที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือสิ่งที่เราเคยทำ

คนเรางดงามและเป็นปัจเจกบุคคลได้เพราะรอยแผลเหล่านี้ และนั่นทำให้เราไม่เหมือนใครเลย สวยงาม และน่าขอบพระคุณพระเจ้าเหลือเกินที่ทรงอนุญาตให้เราทำผิดได้และมีรอยแผลเป็นในชีวิตได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือไม่ว่าแผลเป็นเหล่านั้นจะเล็กหรือใหญ่เพียงไหนพระเจ้าก็ยังทรงรักเราเท่าเดิม 🙂