La La Land — รักกับฝันอาจไปด้วยกันไม่ได้ ถ้าไม่ใช้ “เรา”

La La Land คือ Moulin Rouge ของ 2017 และของทศวรรษที่ผ่านมา

หน้าหนังเก่าเคารพความเซเวนตี้ส์ แต่เป็นความรู้สึกเจ็บแปลบแบบคนสมัยนี้ประเภทที่ไขว่คว้าอนาคตจนถึงวันที่เห็นอดีตของตัวเองลอยผ่านหน้าไป แล้วได้แต่มองด้วยความทรมานใจว่าถ้ามีโอกาสเลือกอีกทีเราก็อาจเลือกสิ่งที่แตกต่างจากเดิมเพราะตอนนี้รู้แล้วว่ามันผิดพลาดตรงไหน

แต่ถึงวันนี้เลือกได้ใหม่ ก็ไม่มีทางแน่ใจเลยว่าอีกฝ่ายจะเลือกกับเราไหมด้วยอยู่ดี นั่นเป็นเพราะหลายครั้ง (เราเองด้วย) มักวางแผนอนาคตของ “เรา” โดยมี “ฉัน” เป็นตัวตั้ง… ก็เพราะเราอาจไม่เคยได้รักใครจริงๆ ดูสักทีมั้ง เนอะ?

Continue reading “La La Land — รักกับฝันอาจไปด้วยกันไม่ได้ ถ้าไม่ใช้ “เรา””

ฝันระยะยาว เรียนรู้จากคนอื่น ให้เกียรติบุคลากร

อ่าน Finnish Lessons 2.0 ของปาสิ ซอห์ลเบิร์ก ยังไม่ถึงไหนเลย เพิ่งได้นั่งลงกับหนังสือจริงๆ จังๆ อีกครั้งหนึ่ง

เนื่องจากเป็นคนสมาธิสั้น การเจอหนังสือดีๆ อย่างนี้นั้นสร้างปัญหาให้กับเรามากเพราะเราไม่สามารถหยุดความตื่นเต้นเมื่ออ่านเจอประเด็นที่สวยงามในหนังสือได้เลย จำเป็นต้องหยุดพัก ทบทวน จดจ่อกับมัน จนบางครั้งความคิดก็เตลิดไปไกลหาทางกลับไม่ถูก กลับมาอีกทีลืมใจความในย่อหน้าที่แล้วไปแล้ว แต่ความรู้สึกยังคุกรุ่นอยู่ว่าช่างเป็นประเด็นที่ดีและงดงาม ก็เลยจะลองตามใจตัวเองให้ค่อยๆ ทำโน้ตย่อเพื่อทดไว้อ่านในภาษาของตัวเองไปเรื่อยๆ จนจบเล่มเพราะคิดว่าถ้าไม่ประนีประนอมกับตัวเองลักษณะนี้ หลังอ่านจบคงได้แต่มวลความคิดล่องลอยที่หยิบจับประเด็นอะไรกลับมาใช้ไม่ได้ อย่างน้อยการมีโน้ตย่อหรือจริงๆ การทำเครื่องหมายลงในหนังสือเลยก็คงจะได้ประโยชน์มากกว่า อย่างน้อยก็อ่านทบทวนได้ (ถ้าอ่านรู้เรื่อง)

ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย แต่ก็คิดว่าลองเถอะ อย่างน้อยก็ได้บันทึกอะไรไว้บ้าง

หน้า 59 องค์ประกอบของการปฏิรูปการศึกษาที่กลางๆ ควรมีอะไรบ้าง

ก่อนหน้านี้จริงๆ ก็มีหลายประเด็นที่อยากจะโน้ตไว้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นภาพรวมของการปรับตัวด้านการศึกษาจากอดีตถึงปัจจุบันของฟินแลนด์ว่าส่งผลต่อประเทศตนเองและประเทศข้างเคียงที่มาเรียนรู้หลังจากเห็นผลสอบ PISA ที่นอกจากจะสูงแล้ว เกณฑ์เฉลี่ยทั่วประเทศ “ยังอยู่ในระดับเดียวกัน” อีกด้วย ประการหลังนี่เองที่น่าจะแสดงถึงคุณภาพของนโยบายการศึกษาของฟินแลนด์ว่าพัฒนาไปในทางเดียวกันได้จริง ต่างกับในประเทศอื่นๆ หรือแม้แต่ในประเทศไทยที่มีทิศทางไม่ใคร่จะสอดคล้องกันในภาพรวม

ที่หน้า 59 เป็นจุดแรกที่เริ่มมีการพูดถึงองค์ประกอบ 3 ประการที่ค่อนข้างจะเป็นแนวคิดกลางๆ ที่ไม่จำเป็นจะต้องผูกกับลักษณะเฉพาะของประเทศเหมือนประเด็นความสำเร็จของฟินแลนด์ช่วงแรกๆ ที่พูดถึง พออ่านแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจเพราะบางประเด็นนั้นเราเห็นด้วยแต่ไม่เคยมีที่ไหนให้อ้างอิง ส่วนอีกสองประการก็น่าสนใจว่าอันหนึ่งไม่ใช่วิธีการอะไรใหม่เลย ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายนั้นต้องการการปฏิบัติในระยะยาวที่ยั่งยืนจริงๆ

Continue reading “ฝันระยะยาว เรียนรู้จากคนอื่น ให้เกียรติบุคลากร”

How Basic Calligraphy Class taught me about Life Long Learning

หลังจากไปลองหาอะไรเรียนดูพักหนึ่งก็พบความหมายของคำว่า life long study ที่น่าสนใจ

การเรียนรู้ เฉพาะอันที่เป็นการเรียนรู้จริงๆ นะ เราคิดว่าหมายถึงความสนใจของเราที่ถูกเติมเต็มได้ถูกอัน แล้วมันจะฉุดให้เกิดความอยากรู้ต่อไปข้างหน้าได้เองอีก ซึ่งกระบวนการคัดเลือกความสนใจที่ว่านี้ต้องเกิดที่ตัวผู้เรียนเอง

การเรียนรู้จึงกลายเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากอันหนึ่งที่อาจช่วยแก้ปัญหาโรคซึมเศร้า (เฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับสารเคมีในร่างกาย) ได้เบื้องต้น #เดา เพราะเรามองว่าเป็นการตอบสนองต่อ desire หรือความปรารถนาทางร่างกายในด้านดี ในเรื่องของการเติบโตภายในเรื่องของการรู้มากขึ้น เราว่ามันเป็นความปรารถนาที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นมนุษย์

เราไปเรียน lettering/calligraphy มาสองที่แล้ว (ไม่รู้จะเรียกอันไหนดีมันก้ำกึ่งมากๆ เท่าที่ฟังมา) ที่แรกสอนแบบหนังสือมากๆ คือมีการแนะนำประวัติความเป็นมา ส่วนประกอบ แล้วจึงไปทดลองประมาณชั่วโมงสุดท้าย ส่วนที่หลังคือ Mimin นี่สอนแบบ constructive ได้น่าสนใจมาก ไปถึงไม่พูดพล่ามทำเพลง จับดินสอ/ปากกากันตั้งแต่ชั่วโมงแรกเลย วอร์มนิ้วด้วยเส้นฉวัดเฉวียน ไม่ทันไรได้ลองปากกา ไม่ทันไรได้เริ่มเขียนเส้นพื้นฐาน แล้วก็ประกอบเป็นตัวหนังสือ—ตอนประกอบตัวหนังสือนี่แหละที่เป็นไฮไลท์ของเรื่อง

Constructive surprises!

จำได้ว่าตั้งแต่เรียนตัวเขียนภาษาอังกฤษครั้งแรกตอนป.6 เราต้องจำวิธีเขียนตัวหนังสือ 26 ตัว… ฟังดูแล้วก็ไม่แปลกใช่ปะ? แต่เมื่อวานที่เราไปเรียนที่ Mimin สิ่งที่ครูสมัยก่อนไม่ได้ประกอบให้เรามาก่อนก็ปรากฏชัดตรงหน้าของเราเองเลย

จำได้ปะที่ในหนังสือพวกนี้จะสอนเขียนด้วยการใส่เลข 1,2,3 ไว้หน้าขีดที่ต้องลาก แล้วเราก็ลากต่อเนื่องเกิดเป็นตัวหนังสือขึ้นมา? คำตอบที่ชวนให้ตกใจสำหรับเราที่เมื่อวานได้เรียนมาคือ หนึ่ง ระหว่างขีดเหล่านี้ยกปากกาได้ เพราะสอง สิ่งที่ทำให้เกิดตัวอักษรเป็นขีดย่อยๆ ที่เราถูกเทรนให้เขียนตั้งแต่ชั่วโมงแรก มันเป็นขีด 3-4 ประเภทที่ถูกจับมารวมกัน ดังนั้น คุณจำแต่ประเภทของขีดทั้งหมดให้ได้ (มีอยู่แค่เจ็ดแปดแบบหลักๆ) แล้วผสมขีดพวกนี้เข้าด้วยกัน จะได้ตัวหนังสือครบแทบจะทั้ง 24 ตัว

Continue reading “How Basic Calligraphy Class taught me about Life Long Learning”

เขียน essay อย่างไรให้ไม่กดดัน (มากนัก)

ตอนเย็นๆ มีคนถามว่าใช้ความรู้สึกอะไรในการทำ essay ตอนเรียนที่ #LSED ให้จบตามเวลา พิมพ์เก็บในนี้ละกันไม่อยากพิมพ์ในห้อง รู้สึกว่ารบกวนส่วนรวมเพราะวิธีการมันคงเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป… ส่วนตัวเราใช้สองอย่าง คือตาราง กับความกลัว

1. ตาราง

เกิดเพราะเรารู้ตัวว่าเราไม่ว่างตลอดเวลา ทำอะไรเลยต้องคิดไว้ก่อนเสมอว่าเวลาจะไม่พอ จึงพยายาม “เตรียมอะไรแต่เนิ่นๆ”

ลำดับการเตรียมก็คือต้องมีของกองไว้ในหัวก่อน การอ่านบทความหรือวรรณกรรมจึงต้องเกิดก่อนวันเขียนจริงนานๆ เที่ยวหลังๆ ที่ครูมีการให้ส่ง outline ก่อนเราจึงใช้วันส่ง outline เป็นตัวกำหนดว่าต้องอ่านวรรณกรรมให้จบภายในวันนั้น แล้วต้องดึงประเด็นที่จะใช้อ้างอิงออกมาจากวรรณกรรมที่อ่านให้ได้ ดังนั้นตอนนี้เขียน outline จึงสามารถลงวรรณกรรมอ้างอิงได้ด้วย (แต่บางทีก็มียังไม่ถูกฟอร์แมท APA ถ้าไม่มีเวลาค้น แต่ถ้ามีก็พยายามทำไว้ส่วนนึง)

หลังจากนั้นอาทิตย์ต่อมาจะใช้เวลากับการย่อยและเรียงประเด็นอีกสองวัน ทำทุกวันหลังเลิกทำงาน วันละสองชั่วโมง (บางวันก็แป้ก นั่งเล่นเฟซลืม 5555 #ก็ไม่ได้เรื่องไปซะทุกวัน)

พอก่อนกำหนดส่ง 3 วันก็จะเริ่มเขียน วันแรกจะทำได้แค่เขียนเป็นย่อหน้าตาม outline วิธีที่เวิร์คคือ freewriting ไปเรื่อยๆ ตามประเด็นที่จดไว้ เสร็จแล้วค่อยเอามาประกอบกัน ตรงไหนจะอ้างอิงพิมพ์วงเล็บทิ้งไว้แล้วจดไว้ในวงเล็บให้พอรู้ตัวว่าจะอ้างอะไร

แล้วทำอ้างอิงปิดท้ายเป็นเรื่องสุดท้าย เฉพาะ APA จะทำให้ถูกใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

Continue reading “เขียน essay อย่างไรให้ไม่กดดัน (มากนัก)”

ปีนัง ที่รู้สึก 12 มิถุนา 16

มาเลเซียเป็นยังไงไม่รู้ แต่เศรษฐกิจและสังคมในจอร์จทาวน์ #ปีนัง อยู่ในระยะเลือกทางเดิน และดูเหมือนว่าก้าวก่อนหน้าจะไม่ใช่ก้าวที่ดีสักเท่าไร
 
คนส่วนมากไม่ชอบโครงการ Komtar โครงการจัตุรัสพาณิชย์ใจกลางเมืองที่หวังจะเพิ่มเปลี่ยนปีนังให้กลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งด้วยการอาศัยความเป็นเมืองท่า ทว่าจากที่เห็นและไปเดินข้างใน ตึกสูงใหญ่ ร้านค้าข้างในเล็กและกระจายห่างกัน เหลือห้องว่างอยู่เยอะมากทั้งที่ยังไม่มีคนอยู่และที่ปิดกิจการไป “1st Avenue” ตึกที่เหมือนสยามสแควร์ที่สุด ห้าง Parkson กำลังจะย้ายออก ในขณะที่อีกสองตึกใกล้เคียงร้านรวงมีความคล้ายกับเอ็มบีเคและพันธุ์ทิพย์ตามลำดับ ตึกภายในไม่มีการจัดโซนนิ่งว่าชั้นไหนขายอะไร เราจึงพบร้านขายข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดงไหหลำอยู่ติดกับร้านเสื้อผ้า ผู้หญิงช้อปไปผู้ชายกินข้าวได้ #คือดี 😛
 
แต่จากที่ได้ยิน โครงการนี้เป็นต้นเหตุของการรื้อบ้านทรงโบราณออกอย่างน้อย 400 หลังก่อนที่ UNESCO ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกเมื่อปี 2008 มูลค่าความเสียหายของพื้นที่ บ้านเพดานสูงขนาดสามชั้นรวมห้องใต้หลังคาในเขตเมืองมรดกโลกอยู่ที่หลังละประมาณ 10 ล้านบาทในปัจจุบัน ส่วนมูลค่าความเสียหายทางวัฒนธรรม ถ้าถามความรู้สึก คือประเมินค่าไม่ได้
 
จอร์จทาวน์มีความเป็นเมืองท่องเที่ยวสูง เราจึงพบธุรกิจแปลกตาน้อยแห่ง ที่พบเห็นส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารพื้นบ้าน ข้าวแกงทั้งอินเดียและจีน ราคามีสองกลุ่มคือกลุ่ม 50 บาทลงไปและ 80 บาทขึ้นไป ร้านอาหารฟูลคอร์สอยู่ที่ประมาณ 2500 บาทต่อคอร์ส
 
ไม่พบกิจการประเภทสตาร์ทอัพ แน่นอนเพราะอยู่ฝั่งมาเลเซีย ปีนังจึงมีความคล้ายประเทศไทยตรงที่เป็นเขตเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าไทยถ้ามองเรื่องการจับมือกันของภาคเอกชน เราเห็นเมืองโตเป็นหย่อมๆ แต่ภาครัฐทำส่วนที่ต้องทำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ดีเลย เที่ยวง่าย แผนที่ดี มีข้อมูลบอกเป็นจุดๆ สวยงาม ค่าพิพิธภัณฑ์กำลังดี และมีรถ free shuttle bus วิ่งจนถึงดึกๆ ขึ้นๆ ลงๆ ได้แบบสบายใจ (ไม่แน่ใจว่ากี่โมง คันสุดท้ายที่เคยนั่งคือสองทุ่มกว่าแต่มาช้ามาก)
 
แนะนำว่าไม่ต้องใช้รถทัวร์เปิดหลังคาสองชั้นให้เปลืองสตางค์ ถ้าใช้ free shuttle เป็นก็เดินเล่นในปีนังได้สบายบรื่อแล้ว
 
ความสนุกของที่นี่คือดูการข้ามไปมาของวัฒนธรรมอย่างสนุกสนาน ถนนก่อนหน้าเป็นไชน่าทาวน์ ถนนถัดไปเป็นลิทเทิ่ลอินเดียได้โดยไม่ขัดเขิน วัดจีนอยู่ติดร้านเสื้อผ้าแขกได้ไม่ตื่นเต้นอะไร
 
เป็นเมืองที่ควรใช้เวลาด้วย 2-3 วัน นอนสักสองสามคืนก็กำลังดี

Continue reading “ปีนัง ที่รู้สึก 12 มิถุนา 16”

นิราศ Startups Business Team

ทีม business หน้าใหม่ๆ ของคนที่กำลังจะเป็น startups มักจะทำผิดเหมือนๆ กันอยู่ข้อหนึ่งครับ คือผลักธุรกิจเร็วกว่าสปีดที่มันทำได้ ผลที่ได้คือ ผิดใจกับฝั่ง product ทั้งที่จริงๆ การเกิดของ tech startups นั้นทิศทางมันตรงข้ามกันครับ มันเกิดจากมี product มาก่อน แล้ว business ค่อยเกิดตามมา

สตาร์ทอัพไม่ใช่ของง่ายๆ หรือทำเล็กๆ เสร็จก็ขายเลย สตาร์ทอัพไม่ใช่เดาทางครั้งเดียวถูก ไม่ใช่การค้นพบไอโฟนใน Day-1 สตาร์ทอัพไม่ง่ายขนาดนั้นครับไม่งั้นเมืองไทยรวยทุกตัวแล้วครับ Continue reading “นิราศ Startups Business Team”

Why America is the greatest country in the world?

…ข้าพเจ้าใคร่ขอยกวาทะของ William McAvoy (วิลเลียม แมคอะฟอย) ครั้งหนึ่งบนเวทีดีเบต ที่สรุปใจความสำคัญของเหตุในการเขียนจดหมายเหตุนี้ได้เป็นอย่างดีแทนการพูดด้วยสำนวนของข้าพเจ้าเอง

เมื่อครั้งที่นักศึกษามหาวิทยาลัย นางสาว Jennifer Johnson (เจนนิเฟอร์ จอห์นสัน) ต่อข้อถามที่ว่า “ในความคิดของท่าน อเมริกาคือประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเพราะอะไร?” หลังจากการคาดคั้นเป็นเวลานาน นายวิล แมคอะฟอย ผู้ถูกเรียกร้องให้ตอบตามที่รู้สึกจริงๆ จึงยินยอมตอบตามที่ตนคิดจริงๆ ดังนี้ Continue reading “Why America is the greatest country in the world?”