pattern ของรถเข็นขายร่ม

ภาพรถเข็นขายร่มตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นอาชีพแปลกๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็น เพราะ

  1. ตั้งอยู่บนความเสี่ยง ว่าฝนวันนี้จะตกหรือไม่
  2. เป็นรายได้หลักได้หรือไม่ในวันที่ฝนตกและอากาศร้อน? ถ้าเป็นอาชีพหลักไม่ได้แล้วทำไมเป็นรถเข็นขายสินค้าชนิดเดียว?
  3. สต็อคของแค่พอขายหรือระยะยาว
  4. มีลูกค้าซื้อต่อเนื่อง? เป็นไปได้หรือที่คนไม่พกร่มจะซื้อร่มมากกว่าหนึ่งครั้ง?

มาดู features ที่น่าและไม่น่าสนใจใน OLPC XO กัน

photo from gizmag.com
copied photo from gizmag.com

อยากได้เครื่องจริงๆ มาลองจริงจัง (แต่ราคาขายที่ Walmart ขายอยู่ $150 แน่ะ) เลยแก้เก้อด้วยการไปพลิกอ่านดูว่า Software ของ OLPC XO มีอะไรอยู่ในนั้นบ้างไปพลางๆ และพบว่ามีฟีเจอร์ต่างๆ เต็มไปหมดเลย ผมเลยลองจัดกลุ่มออกมาดูเพื่อประโยชน์ในการต่อยอดว่าหากคิดจะทำบ้าง เราน่าจะทำอะไรและไม่ทำอะไร

Locations

ฟังดูเข้าท่าที่สุดสำหรับการให้แท็บเล็ตแก่เด็ก คือควรใช้เป็นอุปกรณ์แสดงตำแหน่งของเด็ก (จริงๆ แล้วของแท็บเล็ต) ได้ด้วย ผมชอบอยู่สองแอพครับ คือ Neighborhood เป็นแอพที่เอาไว้ดูเพื่อนๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กันผ่านระบบแผนที่กลายๆ กับ Home ที่เป็นระบบปักหมุดเรื่องที่เด็กๆ สนใจไว้บนแผนที่ของตัวเอง (ยังไม่ชอบชื่อเท่าไรนัก) ส่วน Chat นั้นจริงๆ อยู่หมวดอื่นแต่ควรจะรวมเข้ามาอยู่ในนี้เลยมากกว่าเพราะโดย Usability แล้ว การสื่อสารต้องเกิดแบบมี หนึ่งต้นทางและหนึ่งปลายทางอยู่แล้ว การรวมเรื่องนี้เข้าไว้กับการบอกตำแหน่งจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และสำหรับเด็กๆ การบันทึกตำแหน่งที่อยู่ระหว่างแชทตลอดเวลาเป็นเรื่องดี ไม่ควรเปิดโอกาสให้ปิดทิ้งได้ไปเลย (เว้นแต่แบตหมด)

ซึ่งทำให้คิดต่อไปได้ว่าแอพที่น่าจะมีแต่เหมือนจะไม่มีคือ “Find my kids” ใช้ติดตาม OLPC XO ของลูกๆ เราแต่ละตัวได้ นอกจากจะเอาไว้กันของหายแล้วเผื่อลูกไปเล่นริมทะเลจะได้เห็นหรือสื่อสารกับลูก (เช่น เรียกมากินข้าวได้แล้ว ตัวโตๆ ha-ha) ได้ด้วย และอีกอย่างที่น่าจะมีคือระบบการรีเซ็ตเครื่องจากทางไกล เปิดโอกาสให้จัดการได้ทั้งในกรณีเครื่องหายและเมื่อต้องแก้ปัญหาให้เด็กๆ

สิ่งที่ควรระแวงอีกอย่างคือการรู้ตำแหน่งของเด็กคนอื่นอาจทำให้เกิดการประยุกต์ใช้เรื่องนี้ไปในทางที่ไม่ดีได้

Browser

จริงๆ เว็บเบราเซอร์น่าจะทำอะไรได้มากกว่าเป็นแค่เบราเซอร์ธรรมดาน๊า… แต่อีกใจก็นึกว่าปล่อยไว้ให้เครื่องมือมีหน้าตาเป็นมาตรฐานเพื่อให้ User Experience ส่งผลไปถึงตอนโตเลยก็น่าจะดีอยู่แล้ว

แต่ก็ยังมีเรื่องชวนให้ขัดใจอย่างการสร้าง Wikibrowse ซึ่งเป็นเบราเซอร์ต่างหากสำหรับ Wikipedia.org ของอย่างนี้เป็นแค่ Bookmark ในเบราเซอร์ก็พอได้นะครับ

Documents

มีแอพสำหรับจด (ตัวหนังสือ) ชื่อ Write… ชอบครับ เด็กๆ จะได้เอาไว้บันทึกอะไรต่อมิอะไรกรณีเป็นเด็กช่างเขียน และผมพบว่ามีแอพอีกตัวที่คล้ายๆ กันแต่อยู่แยกกัน คือ Paint จริงๆ ควรเปิดโอกาสให้แค่ตัว Write เองบันทึกได้ระดับ scrapbook (คือวาดรูป และเอารูปหรืออะไรต่อมิอะไรมาแปะก็ได้เลย) ก็จะดีมากกว่า (ข้อจำกัดอาจเกี่ยวกับเรื่องกำลังของเครื่องหรือเปล่า นั่นเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาต่อไป ส่วนการอ่านหนังสือ มีแอพชื่อ Read

Kids Tracker

Journal เป็น Kids Tracker สำหรับผู้ปกครอง จริงๆ แล้วน่าจะแยกออกจากตัวเครื่องไปเลยมากกว่า เพราะการรวมฟีเจอร์สำหรับพ่อแม่ไว้ในเครื่องด้วย มองในแง่ Usability อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ใช่เจ้าของเครื่องอย่างแท้จริง (เพราะมีหลายจังหวะที่พ่อแม่ต้องเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการกับเครื่องซึ่งควรมีเด็กเป็นเจ้าของ) ความรู้สึกที่เด็กอยากจะพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลาจึงน่าจะน้อยลง เพราะคิดว่าควรเป็นภาระการดูแลร่วมกันระหว่างพ่อแม่และลูก ส่งผลให้ฟีเจอร์ในกลุ่ม Location-based (ช่วยระบุสถานที่ของเด็ก) และการบันทึกกิจกรรมของเด็กอาจพลาดข้อมูลสำคัญๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

Downloads จริงๆ เอาไว้ใน Journal เลยก็ได้ครับจะได้ดูทีเดียว และได้เห็นลำดับเวลาการใช้การโหลดของเด็กๆ เป็นภาพเดียวกันได้ดีกว่าด้วย

Utilities

too scary pic from OLPC XO
Photo from OLPC XO page on record function. Just it too scary >_<
  • Record แอพอัดวิดีโอ… ไม่มีปัญหาครับดีครับ แต่รูปที่เอามาแสดงน่ากลัวไปหน่อย ขอคอมเม้นท์เท่านี้ (ha-ha)
  • Ruler ดีเลยเอาไว้วัดขนาดของสิ่งต่างๆ คร่าวๆ พอได้ ช่วยในการเรียนรู้

 

on OLPC OX? Nah, rather not.

ต่อไปเป็นรวมฟีเจอร์ที่แปลกๆ และเสียงแซวจากผมเอง (ha-ha)

มีแอพบางส่วนที่น่าตะขิดตะขวงใจพอสมควร ไม่ค่อยเห็นด้วยครับเลยแยกออกมาเพราะคิดว่าทำให้ OLPC XO ดูประหลาดและผิดเพี้ยนจากเป้าหมาย หรือบางแอพก็ถึงขั้นก็เปลืองเนื้อที่ไปโดยไม่จำเป็นเลย

  • Friend Groups ไม่เห็นจำเป็นเลย เพราะเด็กเดินทางไปข้างนอกเองไม่ได้อยู่แล้ว การรวมตัวของเด็กจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปแทบไม่ได้ถ้าไม่ใช่ตามบ้านเพื่อนหรือโรงเรียน ซึ่งถึงจะเป็นอย่างนั้นจริง ผู้ใหญ่ก็ต้องจัดการเรื่องการเดินทางให้อยู่ดี แล้วจะรู้ไปทำไม?
  • Activity เสิร์ชหากิจกรรมทั่วโลก หลังจากนั้นเอาไปทำอะไรต่อไป?
  • Calculate สิ่งต้องห้ามสำหรับการเรียนรู้คือเครื่องมือลัด
  • Chat จำเป็น แต่ไม่ควรอยู่แยก ทำให้สวยและอยู่กับแอพ Location-based เลยจะดีกว่านะ
  • Implode, Memorize และ Maze… เกม? อันที่จริง Market Position ของ OLPC XO ควรเป็น “สิ่งที่ทำให้เด็กไม่อยากอยู่เฉยๆ” เด็กไม่ควรใช้เวลาทั้งวันเพื่อนั่งดูมัน แต่มันควรเป็นเข็มทิศและบันทึกที่แสนสะดวกของเด็กมากกว่า
  • Distance ระยะห่างจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่ง? สิ่งที่ควรเป็น น่าจะบอกระยะห่างจากเครื่องของเด็กถึงเครื่องของฉันซึ่งเป็นพ่อหรือแม่ของเด็กมากกว่า
  • Etoys (แอพเขียนโปรแกรมให้หุ่นวิ่ง), Turtle Art (แอพสอนเขียนโปรแกรมที่ทำให้ผมนึกถึงภาษา Logo) และ Moon (ข้อมูลเกี่ยวกับดวงจันทร์และข้างขึ้นข้างแรม) คือความพยายามมากเกินไปในการสอนคอมพิวเตอร์ในวันที่ 1 ของชีวิตเด็ก ไม่ใช่เด็กทุกคนอยากเป็นโปรแกรมเมอร์หรือนักดาราศาสตร์ แต่เด็กทุกคนควรใช้ OLPC XO ได้ทุกส่วนเพื่อเรียนรู้ทุกๆ อย่างได้
  • อันนี้ขอแยกออกมาข้อหนึ่งเลย Pippy (แอพสอนการเขียน Python) และ Scratch (แอพสอนเขียนแอนิเมชัน) สองแอพนี่คืออะไร??!!?! (ha-ha) อ่านเหตุผลในข้อเมื่อกี้ครับ
  • Help ไม่ต้องหรอกครับเด็กไม่อ่าน ควรเป็น document แถมให้พ่อแม่เด็กมากกว่า
  • Log และ Terminal อันนี้เป็นฟีเจอร์ในเครื่องเลยเพื่อเอาไว้ให้คุณพ่อล็อกอินเข้าไปรีเซ็ทเซิฟเวอร์ตัวเองหรือฝึกให้เด็กเขียน vi ครับ? (ha-ha) ไม่น่าเรียกเป็น features เลย ทำคนงงเปล่าๆ
  • Measure แอพสร้างกราฟเสียงหรือสัญญาณ… อย่าว่าแต่เด็กเลยครับผมดูแล้วยังใช้ไม่เป็น (ถ้าเจอเด็กที่อาจจะใช้เป็นผู้อ่านช่วยบอกด้วย 😀
  • Speak แอพถามมาตอบกลับด้วยเสียงตลกๆ …ก็ดีนะครับกรณีเราอยากให้ลูกเรามี Imaginary Friends เยอะๆ (แต่ผมไม่เอาล่ะ)
  • Tamtam Edit และ Tamtam Mini แอพสร้างเพลง? โอเคครับอาจจะดีก็ได้ แต่ผมคิดว่ามันเฉพาะทางเกินไป อยากจะไม่เห็นด้วย แต่ด้วยความที่ Interface เป็นกราฟิกเข้าใจง่ายพอสมควร มีโอกาสที่เด็กอาจจะใช้มันได้เป็น เป็นไปได้ครับว่าอาจจะดี แต่คำถามคือ ทำไมต้องมีสองแอพ? ทำเป็นแอพเดียวไม่ได้หรือ? ถ้าเป็นเหตุผลเรื่องกำลังเครื่องจะเข้าใจครับ
  • Tamtam Jam และ Synth Lab หนักเข้าไปอีกด้วยแอพสร้างลูปดนตรีและแอพผสมคลื่นเสียง 4 แอพเพื่อดนตรี? สูสีกับแอพเขียนโปรแกรมเลยครับ …เยอะ

Usability Measurement

สรุปความรู้สึกที่มีต่อ OLPC XO ในมุมของคนสนใจเรื่องการศึกษาของเด็กได้ดังนี้ครับ

  • ด้านดีคือมีแอพที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็กอยู่พอสมควรครับ ถ้าทำให้เด็กรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของได้แบบ 100% นี่จะเป็นเข็มทิศชั้นดีที่เปิดโลกกิจกรรมของเด็กและทำให้เด็กเรียนรู้ได้ไม่รู้จบแน่ๆ และจะส่งผลดีในแง่ใช้ดูแลเด็กในระยะใกล้ๆ แบบไกลๆ ได้ด้วย

ส่วนด้านไม่ดีมีเยอะครับ 🙂 ส่วนใหญ่คือ ยังไม่ถึงเวลาต้องเรียนรู้ เพราะเป็นความรู้กลุ่มที่มีทางตันหากไม่มีทฤษฎีเป็นตัวนำทาง

  • แอพหลายอย่างมาผิดที่ผิดเวลา ถ้านี่คืออุปกรณ์สำหรับเด็ก 5-10 ปีจริงๆ การเขียนโปรแกรมด้วยไพธอนนั้นอาจยังไม่จำเป็น
  • พอๆ กับการทำเพลงซึ่งเด็กควรได้เรียนดนตรีจริงๆ มากกว่า หรือถ้าจะเขียนเพลงก็ควรมีทฤษฎีดนตรีไว้นำทาง และแน่นอนนั่นไม่ใช่เด็กทุกคนจะทำเพลงมั่วๆ ในแอพเขียนเพลงแล้วออกมาฟังเพราะได้ทุกคน
  • เขียนแอพแอนิเมชั่นหรือโปรแกรมหุ่นยนต์ ซึ่งแม้จะทำให้เข้าใจตรรกะของการเขียนโปรแกรมได้ดี แต่การที่เมื่อโตขึ้นภาษาในระดับที่เด็กเขียนไม่อาจเป็นประโยชน์ได้จริง ถ้ามองแบบนี้ แอพ Pippy ไพธอนเบื้องต้น (เจ้างูน้อย) ยังดูจะเข้าทางกว่า
  • ยังมี Workflow การเรียนรู้ของเด็กกระจัดกระจายและไม่ชัดเจน อันที่ดูใกล้เคียงที่สุดคือแอพชื่อ Home, Write กับ Journal หรือถ้าจะดูพัฒนาการจากความคืบหน้าของ Bookmarks หรือโน้ตข้อความใน Read ก็อาจจะพอได้ แต่นอกนั้นไม่มีตัวไหนบอกความคืบหน้าทางความรู้ของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือกว้างพอจะประมาณการความคิดหรืออนาคตของเด็กได้เลย

ยังมีจุดให้ไปต่อได้อีกมาก หวังว่าเพื่อนๆ น้องๆ ที่กำลังทำแอพเพื่อการศึกษาจะทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้ได้อีก เพื่ออนาคตของเด็กไทยนะครับ

เราห่วงเด็กไทยด้วยกันเนาะ!

Mood Indigo ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ + สิ่งที่ควรทำใจก่อนไปดู

นี่อาจไม่ใช่วิจารณ์หนังเรื่อง Mood Indigo แต่ผมหวังว่าผมจะได้ช่วยหลายคนที่อยากจะดูหนังเรื่องนี้จะได้ไม่ตะขิดตะขวงใจว่าจะดูรู้เรื่องไหม นั่นเพราะก่อนจะไปดูผมได้ยินคนส่วนหนึ่งพูดถึงหนังเรื่องนี้ ว่าไม่รู้เรื่อง ซึ่งหลังจากดูจบมาก็เข้าใจนะครับ
เอาเป็นว่าก่อนดู อย่างน้อยที่สุดคุณควรรู้ตัวว่ากำลังจะได้ดูหนังวิธีคิดแบบฝรั่งเศสมากๆ เรื่องหนึ่ง และมีหลายข้อที่คุณควรทำใจ เพราะหนังฝรั่งเศสก็ดูจะไม่ค่อยแคร์คนดู (แบบไทยๆ) เท่าไรจริงๆ

ความแตกต่างของเรา

เข้าใจว่าคนไทยส่วนมากไม่น่าจะคุ้นกับหนังหรือวรรณกรรมฝรั่งเศสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข้อนี้แม้เป็นส่วนปลีกย่อย แต่ก็มีส่วนอย่างมากต่อมุมมองหนังฝรั่งเศสของคนไทยที่เรามักจะจำได้ว่ามันจะ “พูดรัวจนฟังไม่ทัน” ไม่งั้นก็ “เดินเรื่องแบบไม่คลี่คลายปม” ในใจเราเสียบ้างเลย มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลย
จริงๆ แล้วคนไทยนิสัยเสียระดับหนึ่งครับ; นิสัยการดูหนังของเราไม่ค่อยจะเหมือนประเทศอื่น คนไทยเปิดใจวิธีการเล่าเรื่องแบบไร้อารมณ์เจือปน (ประเภทเล่าตามสิ่งที่เห็น) น้อยมาก (ดังจะเห็นจากละครทีวี ที่ต้องแสดงอารมณ์บูดบึ้งถลึงตาอย่างชัดเจนเหมือนละครเวที ทั้งที่เป็นละครโทรทัศน์) ดังนั้นเมื่อพ้นจากการดูละครดราม่ามา คนไทยจะพึงใจกับหนังแอคชั่น—ซึ่งก็คือการแสดงออกที่ชัดเจนอีกนั่นแหละ—มากกว่าแนวอื่นๆ นำไปสู่การตอบสนองต่อหนังฮอลลีวู้ดที่เน้นภาษาท่าทางที่ขายได้ในทุกชาติที่ต้องการไปทำตลาดไปแทน ซึ่งถ้าคนกลุ่มนี้หลวมตัวไปดู Mood Indigo เพราะนางเอกน่ารัก (แต่ก็เริ่มแก่แล้วนะ ha-ha) อาจไม่เข้าใจว่าดาราดังๆ อย่างโอเดรย์ ตอตู ถึงทนเล่นหนังที่ออกมาหน้าตาอย่างกับหนังนักเรียนอย่างนี้ไปได้จนจบได้ เพราะมัวแต่ตั้งคำถามกับเอฟเฟกต์ที่แสนจะไม่เนียนเหมือนหนังฮอลลีวู้ดที่เห็นตั้งแต่ห้านาทีแรกนั่นเอง

ความคิดของพวกเขา

  1. เท่าที่สังเกตวรรณกรรมฝรั่งเศสมักมี 3 ประเด็นเป็นแพทเทิร์นร่วม คือ ชีวิตเป็นเรื่องสมมติ การตีความเป็นเรื่องแต่ละบุคคล และไม่มีอะไรอยู่ยั้งยั่งยืน นักเขียนและนักสร้างหนังฝรั่งเศสจึงมักวิ่งขึ้นสูงสุดและไหลลงต่ำสุดได้แบบเพียงชั่วข้ามบทตอน ชนิดที่คนดูแบบไทยๆ เรารับไม่ค่อยได้จริงๆ
  2. อีกข้อที่เราอาจต้องยอมรับก่อนจะไปดู คือสำหรับคนฝรั่งเศส จินตนาการเป็นเรื่องที่ควรขีดเส้นไว้แต่เพียงกว้างๆ โดยไม่ไปจำกัดกรอบความคิดของกันและกัน ดังเราจะเห็นความไม่แนบเนียนของเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่ปรากฏในหนังนั้นมีความชัดเจนในเรื่องของการทำให้ดูไม่เรียบเนียนเสียจนเรารู้ว่าจะทำให้เนียนกว่านี้ก็ได้แต่ไม่ทำ; ข้อหนึ่งที่เราลองทดสอบกับตัวเองได้คือแม้ผู้กำกับจะไม่ได้ทำให้เอฟเฟกต์เนียน แต่รู้สึกไหมว่าภาพที่อยู่ในความทรงจำของเราก็กลับเรียบเนียนดีไม่สะดุดสักเท่าไรนัก นั่นเพราะจินตนาการของเราปะติดปะต่อภาพสต็อปโมชั่นเหล่านั้นให้กับเราเองด้วย เหตุผลของการทำให้แนบเนียนจึงอาจจะฟังดูดีเกินกว่าความจำเป็นจะต้องทำ
  3. สุดท้าย การเดินเรื่องจากต้นไปจนปลายอาจหาสาระใดๆ ไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมพบบ่อยในงานแบบฝรั่งเศส นั่นเพราะแก่นสารที่ผมแนะนำไว้ในข้อ 1. ว่า สำหรับคนฝรั่งเศสปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขึ้นต้นเรื่องอาจสำคัญรองลงมา แต่ที่สุดปลายแล้วจะเหลืออะไรไว้บ้าง…? อาจไม่มีอะไรสำคัญเลยนอกจากความทรงจำ Mood Indigo จึงเต็มไปด้วยคำถามสำหรับตัวละครแบบปัจจุบันตลอดเวลาว่า ณ ขณะนี้ตัวละครแต่ละตัวจัดการชีวิตของตนอย่างไร แทบไม่มีตัวละครตัวไหนมองอนาคตของชีวิตตัวเองเลย และจนกระทั่งจบเรื่อง หนัง (หรือหมายถึงผู้กำกับ) เองก็ยังไม่คิดจะสรุปอะไรให้อยู่ดี นั่นอาจเพราะตัวละครแต่ละตัวก็มีเหตุผลต่างกันไปได้ตามความคิดแบบคนฝรั่งเศสนั่นเอง

จริงๆ ยังมีประเด็นปลีกย่อยอีกมาก แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าทั้ง 3 ประเด็นนี้คือสารัตถะที่เป็นสิ่งขวางเราไว้ ให้คนไทยเปิดรับหนังฝรั่งเศส (ไม่เฉพาะเรื่องนี้หรอก) ได้ยากมากๆ และสำหรับผม ส่วนตัวมันช่างน่าเสียดายที่เราไม่ได้รู้จักคนอื่นมากพอ เราจึงไม่รู้เลยว่าคนไทยมีข้อดีตรงไหน มีข้อเสียอย่างไร; นั่นเพราะเราเอาแต่เทียบตัวของเรา กับตัวของเราเอง

ความคิดใน Mood Indigo

หนังพาเราลอยไปเรื่อยๆ ในชีวิตของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เดินทางมาพบกัน รู้จักกัน แล้วก็ค่อยๆ เปิดใจรับกันตามสไตล์หนังรักทั่วไป ปิดท้ายและกับอีกครึ่งเรื่องที่พาเราไปพบชีวิตหลังจากนั้น ที่งานแต่งงานดูคล้ายเป็นจุดสิ้นสุด กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ย้อนกลับ” ของสรรพสิ่งทั้งหมดในเรื่อง (ไม่เว้นแม้แต่เทคนิคของหนังที่ก็เล่นล้อไปด้วยอย่างน่าสนใจ)

ในเชิงศิลปะหนังผมว่าหนังทดลองรวมทุกอย่างเท่าที่จะทำไว้เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าสนุก ส่วนบทและตัวละครนั้นก็สื่อวิถีคิดแบบฝรั่งเศสไว้เต็มไปหมด ผมเองเคยรู้จักคนฝรั่งเศสอยู่บ้างถึงพอเข้าใจได้ว่าในบางจังหวะคนฝรั่งเศสก็อาจจะดูเหมือน ซื่อ หรือ บื้อ ในบางเรื่อง แต่พอมองลึกๆ เข้าไปว่าเหตุแห่งการยอมซื่อในเรื่องนั้นๆ เขาทำไปตามขนบของความเป็นฝรั่งเศส หลายครั้งผมก็ตั้งคำถามขึ้นมาเหมือนกันนะครับว่า นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลว หรือว่าบางเรื่องคนไทยเรารู้เยอะเกินไป เราก็เลยซับซ้อนเกินไป?

ลองเปิดใจและดูงานแบบนี้บ้างนะครับ ปล่อยให้หนังพาเราไปเรื่อยๆ อย่าเชื่อ อย่ายึดติด อย่าจงเกลียดจงชังตัวละครตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปนัก “ทุกตัวละครต่างมีเหตุผลของมัน” นั่นน่าจะเป็นอย่างที่ผมสรุปไว้ในตอนท้ายข้อ 3.

สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ทำผมน้ำตาร่วงตอนจบได้นิดหนึ่งเลยครับ :_)

Mood Indigo ฉายอยู่ที่ลิโด้ และได้ 58% มะเขือเน่า แหะ :3 แต่คำวิจารณ์แม้แต่อันที่ปามะเขือเน่าให้ก็ยังรู้สึกว่าแอบมีคำชมอยู่กลายๆ มันแปลว่ายังไงกันแน่นะ? อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆ เหมือนกัน

อะไรหายไปจาก Apple?

Apple จะมีนวตกรรมอีกได้ไหม? เป็นคำถามที่ผมสงสัยและสนใจ

At the last “One more thing…”

ครั้งสุดท้ายที่ผมตื่นเต้นกับการเปิดตัวสินค้าของแอปเปิ้ล คือตอนเปิดตัว iPhone 4s ซึ่งเป็นคีย์โน้ตแรกของ Tim Cook (ทิม คุก) หลังการจากไปของ Steve Jobs (สตีฟ จ๊อบส์) ที่ผมยังแอบเชื่อในใจว่า CEO คนใหม่นี้จะยังคงกุมบังเหียนบริษัทไปในทิศทางเดิมได้ แต่แน่นอนว่าผมเข้าใจในระดับหนึ่งว่าทิศทางเดิมที่ว่านั้นไม่สามารถหมายถึง 100% ของความเป็นสตีฟ จ๊อบส์ ได้ แต่ทุกอย่างจะต้องคลี่คลายไปในทางที่ผสมผสาน “ศาสตร์การบริหารและการตลาด” ของทิม คุก เข้ามาได้อย่างพอเหมาะพอดีแน่ๆ …การณ์กลับกลายเป็นว่ามันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น

photo by Sathana Kitayapornแอปเปิ้ลในยุคของ ทิม คุก นั้นกลายเป็นยุคของการบุกเบิกตลาดใหม่อย่างจริงจัง ทั้งการเข้าสู่ตลาดใหญ่ที่สุดจากจีน ทั้งภาพการเพิ่มฐานการผลิต ไปจนถึงการละเลยการ “ปิดข่าว” สินค้าอย่างที่เคยทำในยุคของสตีฟ จ๊อบส์ (ซึ่งทั้ง “ความเป๊ะ” และปริมาณของข่าวที่รั่วไหลออกมามีจำนวนแตกต่างกับสมัยนั้นอย่างมีนัยสำคัญ) ทั้งหมดนี้หากนักการตลาดถอยออกมามองในภาพรวม (และไม่เชิดชูแอปเปิ้ลจนเกินไป) ก็จะประกอบภาพทุกอย่างเข้าหากันได้ไม่ยากนักว่าทั้งหมดล้วนเป็นทั้งยุทธวิธีทางการตลาดทั้งบนดินและใต้ดินที่ระดมออกมาสกัดความถี่ของข่าวจากคู่แข่งทางการค้าอย่าง Samsung อย่างชัดเจน (และต่อเนื่องเสียจนภายในอีก 1 สัปดาห์ต่อจากนี้เราน่าได้ยินข่าว “หลุด” ของ iPad กับ Mavericks แทบจะในทันที)

ผมรักแบรนด์ Apple เพราะคำว่า “Think Different” ในแบบของสตีฟ จ๊อบส์ นั้นได้ถากถางพื้นที่ใหม่ขนาดใหญ่ให้เกิดในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จ แต่เมื่อยุคของทิม คุก กำลังวิ่งไปอีกทาง มันจึงเป็นเหตุเป็นผลแก่กันพอดีที่แม้ผลิตภัณฑ์ของเขาอาจจะยังคุณภาพดี แต่หลังจากนี้ผมอาจจะรู้สึกรักแบรนด์นี้น้อยลงถ้าเขากำลังจะเปลี่ยนมันไปในอีกทิศทาง

Nothing last forever

หลายครั้งผมถามตัวเองเหมือนกันว่าผมดูถูกสิ่งที่คนเก่งมากๆ อย่างจ๊อบส์ทำไว้ (แต่เราไม่รู้ เช่นการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ฯลฯ) เกินไปหรือเปล่า? การขาดจ๊อบส์ไปไม่น่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในองค์กรหนึ่งๆ ได้มากถึงขนาดนี้ น่าจะมีลูกหม้อทางความคิดแบบจ๊อบส์อีกเป็นร้อย เป็นไปได้หรือที่แนวคิดเรื่อง Simplicity จะเกิดขึ้นจากจ๊อบส์ หรือ Jonathan Ive (จอนาธัน ไอฟ์) หรือคนที่มาออกหน้าในคีย์โน้ตเพียงเท่านี้? ไม่น่าเป็นไปได้

shows AAPL price and Jitta line guide
shows AAPL price and Jitta line guide

แต่ในวันนี้หลังการเปิดตัวของ iPhone 5s และ iPhone 5c วันนี้นานพอที่ผมจะแน่ใจแล้วว่าแอปเปิ้ลกำลังจะวิ่งไปในทางใด เช่นเดียวกับที่นักลงทุนส่วนหนึ่งตอบสนองต่อสินค้าด้วยราคาหุ้น ผมจะไม่เหมาว่าทุกคนคิดเหมือนผม แต่เชื่อว่าคนส่วนหนึ่งเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนเพราะทิศทางของแอปเปิ้ลชัดเจนขึ้นแล้ว ว่าทีมของแอปเปิ้ลไม่ได้สมบูรณ์อย่างแต่ก่อนแล้วจริงๆ

The 3 Kings

ระบอบ 3 กษัตริย์ของแอปเปิ้ล (จริงๆ แล้วควรจะหมายถึงบริษัททั่วๆ ไปที่ตั้งใจจะเป็นบริษัทนวตกรรมด้วย) นั้นจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องมีทั้งสตีฟ จ๊อบส์, ทิม คุก และจอนาธัน ไอฟ์ แอปเปิ้ลจึงจะเป็นแอปเปิ้ลโดยสมบูรณ์ โดยมีสตีฟ จ๊อบส์ เป็นผู้สร้างมันสมอง จอนาธัน ไอฟ์ เป็นผู้ออกแบบร่างกายเพื่อใส่มันสมองนั้น และมีทิม คุก เป็นผู้นำส่งเจ้าสิ่งนี้ไปยังทุกคนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ผมเชื่อทฤษฎีนี้ เพราะนี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่จอนาธัน ไอฟ์ ไม่ถูกเลือกให้เป็น CEO คนถัดไปหลังการจากไปของจ๊อบส์ ส่วนหนึ่งเพราะไอฟ์จะงานเยอะขึ้นหลังจากจ๊อบส์จากไปเพราะต้องดูทั้งมันสมองและร่างกาย เหมือนอย่างที่เราเห็นจาก iOS7 และ iPhone 5c อยู่ตอนนี้ และยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อ Developers ส่วนหนึ่งของแอปเปิ้ลเริ่มเห็นแย้งกับไอฟ์ในเรื่องแนวทางการออกแบบ iOS7 ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าถ้านี่คือสุดกำลังที่ไอฟ์จะทำได้แล้ว มันอาจเป็นไปได้ว่างานการออกแบบโอเอสนั้นอาจต้องใช้เวลาวัดฝีมือกันอีกสักพักหนึ่ง เพราะจนถึงตอนนี้นี่ยังไม่ใช่ทางที่ไอฟ์น่าจะถนัดเท่าสายออกแบบฮาร์ดแวร์

ส่วนคุก ซึ่งทำทั้งสองส่วนที่ยากแสนยากไม่ได้นั้นจะได้ใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่มากกว่า เพราะลงท้ายสินค้าที่ดีและมีศรัทธาของลูกค้าอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ยังทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นในแง่ปริมาณได้บ้างด้วยการบริหารการผลิตและการตลาดที่ดี ซึ่งคุกทำได้แน่นอน

จึงไม่แปลกใจที่คนจะเริ่มแขวะและแซวว่าแอปเปิ้ลสุดท้ายก็กลืนน้ำลายในหลายสิ่งที่ตนเคยว่าคนอื่น ทั้งเรื่องอวดสเปค ขยายลงมาตลาดล่าง ฯลฯ แต่ถ้าฉุกคิดสักนิดก็จะรู้ว่าคนที่แขวะคนอื่นในนามแอปเปิ้ลมาตลอด คือสตีฟ จ๊อบส์ผู้ล่วงลับ ส่วนทิม คุกเองที่แม้จะเคยเป็นทีมที่ดี แต่เขาก็มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะไม่ศรัทธาในแนวทางเดิมนั้น หรือที่น่าจะถูกกว่านั้นก็คือคุกรู้ว่าตัวเขาทำสิ่งใดได้ดีกว่า แล้วก็ควรจะทำสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์ของทีมตามที่ได้วางแผนมา มากกว่าจะตะแบงตนเป็นสตีฟ จ๊อบส์ คนถัดไป

What has lost from Apple?

ชัดเจนว่าสิ่งที่หายไปคือจ๊อบส์ แต่หากเรามองดูในระดับโครงสร้าง จะเห็นว่าแอปเปิ้ลไม่สามารถเป็นบริษัทที่สร้างนวตกรรมได้อีกต่อไปแล้วเพราะสิ่งที่หายไปคือผู้สร้างมันสมอง และคงไม่ใช่ในอนาคตอันใกล้นี้ที่เราจะเห็น Successor (ผู้ประสบความสำเร็จที่น่าไว้วางใจ) คนไหนจะเข้าใกล้ความเป็นศาสดา+นักประดิษฐ์อย่างจ๊อบส์ได้ (อย่างน้อยก็ได้รับการยอมรับพอที่จะมาร่วมงานและร่วมกุมบังเหียนความเป็นความตายของบริษัทนี้) ดังนั้น อย่างน้อยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า สิ่งที่จะยังคงเกิดก็ยังคงจะเป็นแค่อัพเกรดน้อยๆ เซอร์ไพรส์นิดๆ และความหวังว่าในปีหน้าเราจะได้เห็นนวตกรรมใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในคีย์โน้ตเปิดตัวสินค้าและในงาน WWDC

ทางหนึ่งที่เป็นไปได้ คือหากทิม คุก และ จอนาธัน ไอฟ์ คิดไปในทางเดียวกับที่ผมเดาจริงๆ ข่าวเร็วๆ นี้ที่พูดถึงการรับครีเอถีฟใหม่ๆ เข้ามาในบริษัท ผมหวังว่าจะเป็นการรู้ตัวแล้วของทีม ว่าสิ่งที่หายไปจากแอปเปิ้ลคือมันสมองที่เคยสร้างสิ่งใหม่ๆ อย่างห้าวหาญพอที่จะพูดว่า “คุณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคุณอยากได้นวตกรรมของพวกเราตัวนี้มานานแค่ไหน” อีกครั้ง และผมหวังว่าถึงวันนั้น ผู้บริหารแอปเปิ้ลจะกล้าพอที่จะยืนเคียงข้างมันสมองใหม่นั้น และระบอบ 3 กษัตริย์ที่สมดุลของแอปเปิ้ลก็อาจจะกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้