American Hustle ชีวิตคนเรา สีมันเทาสุดๆ

Extremely gray

ตอนที่ได้ยินคำนี้ในประโยคแรกๆ ที่ Irving Rosenfeld พูดถึงเรื่องราวของชีวิตของเขาในการดิ้นรนเพื่อลืมตาอ้าปากในสังคมแล้ว ผมรู้สึกว่าเขาพูดถูก

เส้นศีลธรรมเป็นเรื่องมาตรฐานของสังคม แต่สำหรับบุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการมี “ศิลปะในการมีชีวิตอยู่ (ให้รอด)” ดังนั้นเวลาใครสักคนหนึ่งจะต้องสำทับทั้งน้ำตาเมื่อต้องพูดว่า “ลองมาเป็นผม/ฉันดู!” ด้วยความคับแค้นใจ ผมคิดว่าเข้าใจนะเพราะดูมันก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์ของเราได้ดีเท่าตัวเรา ไม่ว่าปัญหารุมล้อมจะถูกเรียกชื่อเหมือนคนอื่นแค่ไหน แต่บอกได้เลยว่าเนื้อหาข้างในไม่มีทางเหมือนกัน เพราะมันไม่เหมือนกันตั้งแต่วันแรกที่เราเกิดมาแล้ว ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหานั้นจึงไม่มีทางเป็นวิธีเดียวกับใครได้

แต่ส่วนสิ่งที่เราได้ทำออกไปแล้วมันจะถูกหรือผิดในสายตาคนอื่น มันจะแค่สนองสัญชาตญาณหรือตัดสินใจทำภายใต้จริยธรรมของตัว สิ่งเหล่านั้นเราต่างคนต่างต้องไปรับผิดชอบกันเองอีกที อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

american-hustle-bradley-cooper-christian-bale1-600x400

ถ้าพูดถึงเรื่องสีเทาๆ ในสังคม ผมนึงถึงกะเทยที่ใช้ชื่อปลอมว่า อั้ม เนโกะ ประหลาดไหมที่ผมจะยกเรื่องนี้มาเทียบกับหนังบันเทิงชั้นขึ้นหิ้งที่เล่นด้วยนักแสดงฝีมือสูงอย่างเรื่องนี้แล้วจะดูเกี่ยวกันได้? แต่ถ้าเราลองนึกดูดีๆ ตัวละครใน American Hustle เป็นคนธรรมดา ทุกตัวนั้นทำตัวเหมือนพวกเรา เพราะไม่มีจึงมีความอยากมี เพราะอยากมีจึงดิ้นรน จึงเอาตัวรอด จึงพลิกแพลง (อคติหน่อยก็เรียกว่าตลบตะแลงก็ได้) แล้วก็มีไปจนถึงบางคนที่ทำไปจนสุดท้ายพบว่าทุกอย่างที่ทำมาตลอดทั้งนั้นเป็นเรื่องผิด แล้วคนแบบนั้นก็พยายามอย่างดีที่สุด (หรือไม่ก็อย่างเลวที่สุด) เท่าที่เขาจะรู้หรือคิดได้เพื่อขอแก้ไขทุกอย่างให้กลับคืนดีดังเดิมได้อีกครั้ง แต่ก็แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่มันจะสำเร็จ

ผมหวังว่าวันหนึ่งเมื่ออะไรๆ ไปถึงจุดหนึ่งที่แม้แต่ตัวน้องคนนั้นเองก็อาจจะบอกไม่ได้แล้วว่าตัวเองมาถูกทางหรือเปล่า วันนั้นน้องเขาอาจจะพยายามหันกลับมาทำอีกอย่างหนึ่ง เพื่อแก้ไขทุกอย่างให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกก็เป็นได้

คนอ่านอาจจะถามว่าแล้วนี่มันเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ด้วยหรือ? เกี่ยวสิ เกี่ยวระดับ Plot ของเรื่องเลยนะครับ ha-ha

“Saint Bartholomew” by Rembrandt

คนเราก็แค่เชื่อตามที่อยากเชื่อ

เรื่องเล่าหน้าภาพ “Saint Bartholomew” ของเรมแบร็นด์ท (Rembrandt) ในพิพิธภัณฑ์ที่ Irving เล่าให้ Richie ฟังคือใจความสำคัญของหนังที่บอกกับเราว่า “People believe what they want to believe.” คือไม่ว่าจะในเรื่องชีวิตหรือความรัก สุดท้ายเราก็เลือกเชื่อสิ่งที่เราอยากจะเชื่อหรืออยากจะเห็นนั่นละ

[quote]“People believe what they want to believe”[/quote]

แล้วหลังจากนั้นหนังทั้งเรื่องก็พาเราไปสนุกกับการที่แต่ละตัวละครต่างคนต่างก็พยายามทำให้คนอื่นเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเป็นไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ตั้งแต่คนรวยยันคนจน ตั้งแต่นักการเมืองยันแม่ม่ายลูกติด

มีอยู่ 2 ซีนในเรื่องที่ผมเห็นว่าบทแทงเรื่องนี้ลงไปได้อย่างถึงแก่น และตัวละครเล่นกันแบบดูแล้วเจ็บจี๊ด คือซีนปะทะกันระหว่าง Rosalyn กับ Sydney และซีนที่มี Sheik กับตัวละครลับ (!!!??!) ที่ทั้ง 4 ตัวต่างฝ่ายต่างก็พยายามทำให้อีกฝ่ายเชื่อในสิ่งที่ตัวเป็น หรืออยากจะเป็น

Amy Adams;Jennifer Lawrence

แม้บทสนทนาและอารมณ์พลุ่งพล่านจาก 2 ซีนนั้นจะโดดเด่นจนรู้สึกว่าดูอีกกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อจริงๆ แต่พอมาไล่ทบทวนดีๆ คนที่ทำตัวไม่กระโตกกระตากเลยแต่กลับแสดงได้มีพลังและกินใจมหาศาลตลอดทั้งเรื่องกลับเป็น Christian Bale ที่ทำให้ Irving Rosenfeld กลายเป็นบทที่แบกหนังไว้ทั้งเรื่องได้อย่างนุ่มนวลเหมือนนักกีฬายกน้ำหนักที่ยกน้ำหนักมหาศาล จบท่าได้อย่างสวยงาม แต่กลับทำหน้านิ่งเหมือนเรียกน้ำหนักเบาเกินไป เบลเล่นความรู้สึกหลายอย่างลงไปในบท Irving ตลอดเวลาจนแม้แต่บางฉากเขาไม่มีพูดอะไรเลย แต่ในฐานะคนดูเมื่อเราได้เห็น เรารู้สึกเหมือนเขาเล่นเยอะมากจนคนดูอึดอัดจนพูดไม่ออกแทน

ผมคิดว่าหลังๆ ที่ผมดูหนังที่เป็น Computer Graphic (CG) มากเกินไป จนลืมวิธีรับส่งอารมณ์ระหว่างนักแสดงที่เป็นมนุษย์ด้วยกันไปแล้ว และหนังเรื่องนี้ทวงความรู้สึกแบบนั้นกลับมาให้ผมได้เยอะจริงๆ นี่เป็นดาวหนึ่งที่อยากให้เลย

และไม่เฉพาะในเกมชีวิต ในความรักแบบที่ถูกเล่นจนเหมือนเกมเองก็เช่นกัน จะเกม “ใครทักก่อนแพ้” หรือเกม “งอนแล้วนะ” ก็ตาม คนที่ทำให้ความรักเป็นเหมือนกับเกมแบบนี้สุดท้ายก็ต้องทนทรมานกับอะไรที่ไม่เข้าท่าไปเอง เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากทุกๆ เกม ก็คือจะมีฝ่ายหนึ่งชนะ และอีกฝ่ายนึงต้องเป็นผู้แพ้เสมอ ซึ่งในความรักเราปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นผู้แพ้ไม่ได้ ไม่มีคนแพ้คนไหนอยากจะอยู่ต่อในเกมที่ตัวเองแพ้หรอก

เพราะรักไม่ใช่เกม และชีวิตเรายังมีอะไรให้เราทำแล้วสนุกกว่านั้นอีกเยอะเลย

ตัวละครลับ!

ประทับใจที่สุดกับตัวละครลับที่โผล่ออกมาไม่เกิน 10 นาที แต่กลับมีพลังมหาศาล อยากเล่าอยากแชร์พลังด้วยเหลือเกินแต่คิดว่าคงไม่ใช่สาระของการรีวิวหนังเลยแม้แต่น้อย ขอให้สนุกนะครับ

ป๋าท่านนี้ออกมาไม่นาน แต่พลังล้นเหลือจริงๆ ha-ha

Welcome to the ’60s

American Hustle เต็มไปด้วยของดีๆ ตั้งแต่บทที่ใส่ใจ งานศิลป์ตั้งแต่ฉาก การตกแต่ง การย้อมสีภาพที่ทำให้เราได้ภาพความเป็นไปในยุคนั้นได้สมจริงมากๆ เรื่องหนึ่ง ไปจนถึงเพลง ไปจนถึงนักแสดงที่ทุ่มพลังกันเต็มที่ “ทุกคน” (แม้แต่ชี้ค)

american-hustleผมจึงอยากจะแนะนำว่า ดูจะไม่เป็นการดีนักถ้าเราจะมัวแต่จะไปใส่ใจกับซับไตเติ้ลมากจนเกินไป ภาษาอังกฤษในเรื่องนี้ไม่ถึงกับยาก ภาษาไม่ประดิดประดอยและสำเนียงไม่ได้ฟังยากนัก จึงอยากจะยุให้ดื่มด่ำกับภาพและพลังนักแสดงในหนังมากกว่า

ดนตรีประกอบเป็นอีกส่วนที่ผมอยากพูดถึงเพราะนอกจากจะถูกใจลุงๆ ป้าๆ (ในยุคกางเกงขาบาน) แล้ว เห็นได้ชัดว่าการเลือกเพลงเซ็ตนี้มาประกอบหนังนั้นทำไปอย่างจงใจ และตั้งใจ ถึงขนาดเลือกใช้กระทั่งเนื้อหาของบทเพลงเข้ามาประกอบเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องหนังไปด้วยพร้อมๆ กัน มันไม่ใช่แค่มิวสิควิดีโอ มันลงตัวสวยงาม ทำให้เราอินกับความคิดของตัวละครแต่ละตัวยิ่งขึ้นไปอีก

จะทำงานศิลปะอย่างหนัง ถ้าทุ่มเทด้วยความตั้งใจ ถ้าค้นคว้าอย่างลึกล้ำมาแล้วนำมาใช้ในหนัง คนดูก็พลอยอิ่มใจไปด้วย เรื่องอย่างนี้คงเกิดน้อยครั้งในหนังไทยซึ่งผมก็แค่เสียดาย แต่ก็ไม่จริงจังอะไรกับมันนักหรอกเพราะไม่ได้คาดหวังจริงๆ

ยุคหกศูนย์ในอเมริกาและในยุโรป คือจุดสูงสุดของศิลปะมอเดิร์นทั้งในเชิงสร้างสรรค์และในส่วนที่มันทำลายตัวมันเองด้วย) เป็นยุคที่กฎระเบียบมีการผ่อนปรน ทว่ายังมีศักดิ์ศรีและมีจริยธรรมสำหรับความเป็นคนกันอยู่บ้าง ผิดกับบ้านเราเมืองเราในทศวรรษนี้ที่ทั้งสองส่วนกำลังพังทลายลงพร้อมๆ กัน และยากจะหาคนมาช่วยเยียวยาเมื่อกฎหมายเก่าเกินไป และผู้รักษากฎหมายเป็นอันธพาลเสียเอง และคงไม่มี DSI ตงฉินที่ไหนจะงี่เง่าระห่ำได้เท่า Richie DiMaso ในเมืองไทย ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจจริงๆ

จบเป็นการเมือง… (ไปต่อไม่ได้แล้ว ha-ha) สวัสดี

Photos copied from:

Leave a Reply