Spike Lee กับเอเจนซี่ และแพทเทิร์นของงานฟรี “ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้”

Always there are,
a nobleman, a butler, and the peasant

คงอยู่เสมอคือจ้าวเมือง จ้าวบ่าว และชาวบ้าน

Freelancers (ฟรีแลนเซอร์ส) ทุกคนเคยทำงานฟรีเพื่อหวังจะได้รับผลตอบแทนเป็นสิ่งอื่นที่แม้จะไม่คุ้มในวันนี้ก็อาจจะคุ้มในระยะยาว เช่น การได้ร่วมงานกับศิลปินดังหรือผู้มีชื่อเสียง การได้ทำงานกับองค์กรใหญ่หรือทีมงานมืออาชีพ สิ่งเหล่านี้มักมากับการได้ค่าแรงเพียงน้อยนิด แลกกับการได้ชื่อว่าได้ร่วมงาน

Story of Juan Luis Garcia

จดหมายเปิดผนึกของ ฮวน ลูอิส การ์เซีย เล่าว่าได้รับการติดต่อจากเอเจนซี่เจ้าหนึ่งซึ่งอ้างว่ารับบริหารงานให้หนัง Old Boy ฉบับรีเมคของสไปค์ ลี (Spike Lee) อยู่ และเสนอว่าเขากำลังหาคนทำร่างแบบโปสเตอร์สำหรับหนังเรื่องนี้ และคิดว่าการ์เซียน่าจะสนใจเพราะเป็นการได้ร่วมงานกับผู้กำกับมากฝีมือ

เอเจนซี่กล่าวว่าหนังเรื่องนี้งบน้อย และตนมีเงินสำหรับให้ในขั้นตอนทำร่างแบบโปสเตอร์ (Comps) นี้น้อยมาก แต่ให้ข้อเสนอว่าหลังจากผ่านขั้นร่างไปแล้ว ถ้าลูกค้าโอเค ไปคาดหวังเงินตอนขายสิทธิ์ขาด (Licensing Buyout Fee) ก็ได้ น่าจะได้ก้อนโตคุ้ม

การ์เซียทำงานกับเอเจนซี่โดยไม่เคยได้ติดต่อกับผู้กำกับสไปค์ ลี โดยตรง (และไม่มีสัญญา work-for-hire ประกอบ) งานคอมป์สทั้งหมดนี้ใช้เวลาทำร่วม 2 เดือน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าอุทิศทั้งแรงกายแรงใจ สุขภาพ และหลายครั้งกระทบชีวิตคู่แต่งงานของเขาด้วย (เข้าใจว่าทำงานส่งงานกันออนไลน์เท่านั้น)

ผลที่ได้? งานออกมาเป็นที่น่าพอใจมากและลีชอบงานชุดนี้เกือบทั้งชุด เอเจนซี่จึงขอตกลงเรื่องซื้อขายสิทธิ์ขาดในงานออกแบบชุดนี้ด้วยราคา… ที่การเซียเรียกว่า “เหมือนดูถูกกัน” (insultingly low offer) โดยการ์เซียให้เหตุผลว่าจำนวนเงินที่เสนอให้นั้นเขาสามารถหาได้จากการเป็นผู้ช่วยช่างภาพ ใช้เวลาแค่วันเดียว

หลังจากตกลงกันไม่ได้อยู่พักหนึ่งจึงเกิดการปฏิเสธงานกัน และเอเจนซี่เริ่มออกอาการ “อย่าเล่นตลกกับสไปค์ ลี” เกิดการโกรธ ด่าทอ สาปแช่ง ไปจนถึงจะฟ้องเอาให้หมดตัวกันเลยทีเดียว (ในภาวะที่ไม่มีสัญญาประกอบ?) อย่างไรก็ตาม หลังจากการตกลงกันไม่ได้นั้นเอเจนซี่ยังไม่ได้ให้เงินใดๆ แม้แต่ค่าร่างแบบตามที่ตกลงกันไว้

ข้อตกลงหนึ่งที่ตกลงกันไว้หลวมๆ ระหว่างเอเจนซี่กับการ์เซียคือการ “เอางานต้นแบบลงได้นะเพื่อให้คนรู้ว่าเป็นงานของคุณ” ซึ่งจริงๆ ตามเนื้อเรื่องที่ไม่มีการทะเลาะกัน การ์เซียควรจะลงได้ตอนที่งานต้นแบบออกแล้ว แต่เนื่องจากการตกลงทำเพียงปากเปล่า การอนุญาตเช่นนี้จึงหาขอบเขตเอาได้ตามแต่ใจทั้งสองฝ่ายไปโดยปริยาย การ์เซียผู้มาถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็เลยลงบรรดาร่างแบบทั้งหลายเก็บไว้ใน portfolio (งานเก่าๆ) ของตัวเอง หลับไป

เช้าวันรุ่งขึ้น Google Alert ที่การ์เซียตั้งค่าดักไว้แจ้งว่ามีบล็อกเกอร์หลายเจ้าเอาโปสเตอร์เหล่านั้นไปลงในบล็อกของตนเรียบร้อยแล้ว การ์เซียกล่าวว่าไม่คิดว่าจะมีคนสนใจขนาดนั้น อย่างไรก็ตามเขาเขียนเมลบอกเอเจนซี่ว่า เขาไม่ได้ยินยอมให้บล็อกเกอร์คนไหนเอาไปใช้เลย เป็นแต่การเก็บเข้าพอร์ตฯ เท่านั้น และเขาจะเอาออกจากพอร์ตฯ ทันที

ผลนั้นเดาไม่ได้ยาก โทรศัพท์ คำด่า อีเมลขอคำอธิบายไปที่เอเจนซี่ของ ลี ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน

กระทั่ง 28 พฤศจิกายน ในเฟซบุ๊คเพจทางการของหนังมีการลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ แต่เป็นแบบเดียวกับ comps ทั้งหลายที่การ์เซียได้ออกแบบไป

เรื่องยังอีกยาวแต่กล่าวโดยสรุป การ์เซียพยายามจะติดต่อกับสไปค์ ลี โดยตรง และหวังว่าจะได้รับความเห็นใจในฐานะคนออกแบบตัวจริง และนี่คือสิ่งที่สไปค์ ลี ตอบกลับมาทางทวิตเตอร์เช้านี้

spike lee response on Juan Luis Garcia's mail

The offer he can’t refuse

[pricing_table columns=”3″] [pricing_column][price_info title=”Juan Luis Garcia” cost=”Loses” highlighted=”The Peasant”]เมื่อได้รับข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงขนาดนั้น เพื่อชื่อเสียง เป็นผมๆ ก็ทำให้นะ[/price_info]
  • ไม่ร่างสัญญาใดๆ แม้แต่ทางอิเลคทรอนิคส์
  • ในสัญญาก็คงไม่ได้ระบุ Cancellation/Rejection/Kill Fee (แล้วแต่จะเรียก)
[/pricing_column] [pricing_column][price_info title=”Agency” cost=”Wins” highlighted=”The Butler/burglar”]นึกว่ามีแต่เราที่เจอเสียอีก[/price_info]
  • ในความรู้สึกคือโกงตั้งแต่บอกไม่มีงบแล้ว
  • การที่สไปค์ ลีบอกว่าไม่รู้จักการ์เซียเลยนั่นแปลว่าเอเจนซี่ไม่เคยเอ่ยถึงการ์เซียในการประชุมเลยแน่นอน นี่คือการโกงเครดิต
[/pricing_column] [pricing_column][price_info title=”Spike Lee” cost=”Loses” highlighted=”The Nobleman”]I don’t know![/price_info]
  • เป็นไปได้ว่าสไปค์ ลี ไม่รู้จักจริงๆ
  • เสียที่วุฒิภาวะการสบถเร็วไปทำให้ผลเสียเข้าตัว
  • ควรเช็คเอเจนซี่ว่าเละแค่ไหน โกงหรือไม่ ยังไง แล้วแสดงความยุติธรรมกับเรื่องนี้หน่อย เพราะเรื่องตอนนี้บานปลาย คนทั้งทวิตเตอร์พูดถึงและแชร์กันเยอะมากแล้ว
[/pricing_column][/pricing_table]

End of Story

ทำไมสไปค์ ลี จึงมีสิทธิ์พูดว่าผมไม่รู้ และหมอนี่อาจจะมาหลอกกินฟรีจากเขาก็ได้ ทำไมสไปค์ ลี จึงถูก? ลองฟังนิทานสั้นๆเรื่องนี้ดูนะครับ

แก้วล้างจานอยู่ในครัว ก้อยเอาขยะไปทิ้งหน้าบ้าน กิ่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น แก้วเรียกกิ่งมาช่วยหั่นผัก ก้อยเข้ามาในครัวบอกว่าจะไปตลาด จะให้ซื้ออะไรไหม?  แก้วบอกว่าไม่เป็นไร ขาเดินออกมาก้อยเห็นหนังสือที่กิ่งอ่านวางอยู่บนโซฟาน่าสนใจจึงหยิบติดมือไปอ่านด้วย กิ่งหั่นผักเสร็จเดินกลับมาจะมาอ่านหนังสือต่อ แก้วเปิดไฟต้มซุปรอเดือด เดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น… จากเรื่องนี้ข้อใดบ้างที่ถูก?

  1. กิ่งนั่งรอแก้วเอาหนังสือกลับมาคืน
  2. กิ่งไปเปิดถุงขยะหน้าบ้านดูว่าลืมหนังสือไว้ในนั้นหรือเปล่า
  3. แก้วบอกกิ่งว่าก้อยยืมหนังสือไปอ่าน

 

แต่เนื่องจากเราผู้เป็นผู้อ่านย่อมรู้ดีกว่าตัวละครในเรื่อง ดังนั้นจึงมีเพียงข้อ 2. เท่านั้นที่ถูก
หลายครั้งบางเรื่องเราก็มองจากมุมมองของผู้รู้สำเร็จ (absolute beholder) จนเกินไป 🙂

เกี่ยวกับ Cancellation / Rejection / Kill Fee อย่างย่อๆ
รูปจาก Juan Luis Garcia’s Mail

Leave a Reply