The History of Violence

ค่อนข้างสปอยล์เนื้อหานะครับ 😉

Enjoy American dreams

หนังเรื่อง the history of violence ทำให้ผมตื่นเต้นมากกับการได้นึกถึงเดวิด ครอเน็นเบิร์ก อีกครั้งหลังจากไม่ได้ดูหนังเขามาเป็นเวลานานแสนนาน เขากลับมากับเรื่องที่สนุกมากขึ้น แต่ยังคงเล่าเรื่องในแบบของเขา และฟาดลวดลายไว้พองดงามและลงตัวดี น่าตื่นเต้นมาก

ตัวอย่างที่สนุก ๆ อย่างเช่นลองเทคเปิดเรื่องที่เต็มไปด้วยจังหวะและเทคนิค มันทำให้คนดูสนุกไปด้วยได้ไม่ยากเย็นเลย (ถ้าเขารู้ว่าเขาควรสนุกกับอะไรน่ะนะครับ) ต่อจากนั้นผู้กำกับก็ใส่หนังครึ่งชั่วโมงแรกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหวาน ครอบครัวที่รักกันและแสนอบอุ่น พ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อกัน ลูกชายที่กล้าปรึกษาปัญหาเรื่องที่โรงเรียนกับพ่อ หรือแม้แต่ตัวลูกชายเองที่คบกับสาว ๆ ได้ โดยไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเลือกที่จะไม่มีเรื่องกับใครโดยการเลือกด่าตัวเองเพื่อกลบเรื่องทุกอย่างให้จบ ๆ ไปเสีย ครอเนนเบิร์กใส่มาจนความหวานนั้นกลับเป็นความเลี่ยน เอียน และเมื่อได้จังหวะพอดี… เขาก็เริ่มยิงกระสุนนัดแรกออกจากปืนที่เขาเตรียมไว้

และบังเอิญแค่นัดเดียวนัดนั้น เขาจงใจยิงเจาะกระโหลกเราจัง ๆ ครับ

หลังจากนั้นคนดูก็ได้ดูสิ่งที่เรียกว่า welcome to the real world ในที่สุดเราก็ได้กลับมาดูความขัดแย้งในครอบครัว ความรุนแรงระหว่างคนกับคน และความอยุติธรรมอย่างที่เราคุ้นเคยตากันเสียที พระเอกคือคนเลว ลูกที่เกรี้ยวกราดและไม่เชื่อพ่อ สามีที่ทำให้ภรรยาระแวง

ผมคิดว่าครอเน็นเบิร์กเชื่อว่า คนเราชอบมองดูจุดดำจุดเดียวบนผืนผ้า มากกว่ามองดูสีขาวบนพื้นที่ ๆ เหลือทั้งหมดของผ้าผืนนั้น

Out of Eden: Welcome to the real world

ความตึงเครียดหลังจากเหตุการณ์ “กระสุนในร้าน” เริ่มพังทุกอย่างลงราวกับโดมิโน ลูกชายของเขาที่เคยสุขุมในการแก้ปัญหากับเพื่อนร่วมชั้นกลับลุแก่โทสะหลังจากที่พ่อของเขาเป็นฮีโร่ “ด้วยความรุนแรง” มันเป็นความต่อเนื่องซึ่งได้รับการผ่องถ่ายมาโดยไม่รู้ตัวผ่านการมองเห็น “สื่อ” ซึ่งก็คือตัวพ่อของเขาเอง

ทอม สตอลล์ ไม่ใช่คนเดียวในเรื่องที่ใส่เสื้อสองตัวของฆาตกรและชายที่ล้างมือจากบาปแล้ว ถ้าเราจะดูประกอบไปด้วยจะรู้สึกสนุกมากที่เราได้เปรียบเทียบว่าภรรยาของเขานั้นเป็นทั้งคนที่รักเขาหมดใจและเป็นได้ทั้งหอกข้างแคร่ (ทนายความ) ในเวลาเดียวกัน ช่วงเวลาแห่งการประจัญหน้ากับนายอำเภอและภรรยา ส่วนทอมถูกซักฟอกว่ามีความผิดจริงหรือไม่และถูกเรียกร้องให้เล่าความจริงจึงให้บรรยากาศไม่ต่างอะไรจากศาลในบ้านเลยแม้แต่น้อย

แต่สุดท้ายแม้แต่ในเหตุการณ์แบบนั้น อเมริกันดรีม ก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ดี เมื่อภรรยาที่รักก็ยังคงเข้าข้างสามีของเขามากกว่าคนอื่น อ่าฮ่า…

บางอารมณ์ผมแอบรู้สึกว่าอารมณ์หลังจากการปรากฏตัวของฟอเกอร์ตี้ (เอ๊ด แฮร์ริส) มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนเมื่องู (ซาตาน) เข้ามาในสวนอีเดนอยู่เรื่อย หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนึกถึงอารมณ์นี้จริงๆ เอ๊ด แฮร์ริส สมควรได้รางวัลจริงๆ ผมรู้สึกขึ้นมาวูบนึงตอนที่หมดบทของเอ๊ดว่า ดูเหมือนหนังจะจบแล้ว นี่สิ เจ้าพ่อตัวจริง

ว่าด้วยเรื่องเจ้าพ่อ รูปม้า บ้านใหญ่ ชีวิตหรูหรา ลูกน้องที่ดูเหมือนเฉียบขาด (อย่างเรื่องขอตรวจตัว) ดูเหมือนครอเน็นเบิร์กคงพยายามจะพูดถึง American Mafia’s Dream ด้วยละมั้งครับ ว่ามันเหมือนจะกลายเป็นแค่เทรนด์ หรือสไตล์การแต่งตัวไปเสียแล้ว คนที่ประกาศตัวว่าเก๋า ๆ จริง ๆ อยู่ในสังคมทุกวันนี้ เผลอ ๆ ก็มีแค่เปลือกเหมือนกัน กับบรรดาผู้ร้ายที่แสนจะหน่อมแน้มและไม่สมจริงตอนท้ายเรื่อง หรือแม้แต่พวกดูดีสุดเก๋าที่อุตส่าห์ไปปล้นร้านพระเอกนั้นบอกคนดูได้ดีว่านอกจากพวกเราแล้ว พวกมาเฟียเองก็หลงทางไปกับภาพลักษณ์จนจริงๆ แล้วก็นึกถึงความโหดเหี้ยมที่แท้จริงไม่ออกด้วยซ้ำ

ช็อทวางปืนที่ดูคล้ายกับเป็นภาษาหนังที่จงใจใส่ความกังวลเข้ามาให้ จริงอยู่ช็อทนั้นอาจทำให้รู้สึกอย่างนั้นได้ แต่ถ้าจะว่ากันตามความหมาย ผมคิดว่าสิ่งที่ช็อตนี้กำลังพยายามบอกเราคือ ภรรยาของพระเอก (ซึ่งเป็นนักกฏหมาย) นั้น มีความรู้ความเข้าใจ และความระแวดระวังเกี่ยวกับเรื่องปืนแค่ไหน (ในขณะที่ลูกชายของเขาเสียอีกที่ไม่มีความรู้เรื่องปืนเอาเสียเลย) มันเหมือนกับบอกเราเป็นนัยๆ ว่าเรามีความรับผิดชอบในการส่งผ่านความรู้เรื่องนี้สู่คนรุ่นหลังดีขนาดไหนกัน และดีพอไหม

บรรยากาศและแสงเงาแบบหนัง Godfather ยังอุตส่าห์โผล่แพลมๆ มาให้เห็นพอขำขันได้ช่วงหนึ่ง ดูแล้วสนุกดีจริงๆ
ความน่ากลัวของทอม สตอลล์ กับ ฟอเกอร์ตี้ น่ากลัวแบบที่ไม่ต้องทำเสียงดัง น่ากลัวแบบที่ไม่ต้องชักปืนออกมาขู่ หรือตบหน้าตบตาใครให้ต้องกลัว มันไม่ใช่วัยรุ่น คนพวกนี้มันเป็นผู้ร้ายแบบ old school ซึ่งได้ใจจัง :]

ผมชอบมากเมื่อผมไม่สามารถจำหน้าตาของทอม สตอลล์ได้ ทันทีที่โจอี้ คิวแซค เข้าฉาก วิกโก้ มอร์เต็นเซ่น (เล่นได้ดี) น่ากลัวมากๆ ครับ ^ ^;

Secrets between us

ครอเน็นเบิร์กกล้าทำ และผมว่านั่นทำให้คนดูได้อะไรกลับบ้านไปเยอะมาก ๆ ฉากระหว่างสามีกับภรรยาสองครั้งให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิงซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกเหลือเกิน ครั้งแรกเต็มไปด้วยความเต็มใจแต่ทุกอย่างดูเหมือนหลอกทั้ง ๆ ที่สู้อุตส่าห์จัดฉากและช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ (ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ) แต่สุดท้ายทอม กลับ “นึกถึงวันแรกที่คุณตกหลุมรักผม” …บางทีถ้ามีอะไรกันแค่ธรรมดา ๆ มันอาจจะทำให้เขาหดหู่น้อยกว่านี้ก็เป็นได้

ครั้งที่สองกลับสุดโต่งและสลัดเปลือกของการจัดฉากทิ้งไปจนหมดสิ้น ถ้าถ้ามว่ารู้สึกอย่างไรผมคงบรรยายฉากนี้ว่า มันให้ความรู้สึกหดหู่ทรมานในใจ แต่มันก็ให้ด้วยอารมณ์รุนแรงที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นมาก ไปพร้อม ๆ กันด้วย แต่มันมีแค่นั้นจริง ๆ อารมณ์ การสัมผัส แต่เราทำกับใครอยู่ ตอนนั้นเหมือนทั้งคู่ (และคนดู) จะนึกไม่ออกเลยเหมือนกัน ว่านั่นคือคนที่เรารักหรือเรากำลังระบายอารมณ์อยู่กับใคร

เรื่องของสามีภรรยากลายเป็นสองมุมที่หนักแน่นมากในสายตาของผม ความรู้สึกว่าความลับนั้นทำให้ดูเซ็กซี่ถูกตวัดกลับมาในตอนหลังเมื่อครอเน็นเบิร์กจงใจให้เรา “เห็นหมดเลย” เขาคงอยากพูดถึงว่าบางครั้งการเห็นทั้งหมดก็อาจไม่ได้นำพาอารมณ์หรือความรู้สึกอะไรมาให้ “ถ้ามันไม่มีความรักอยู่ตรงกลางระหว่างสองคนแล้ว” แต่ทำไมมันถึงต่างกันโดยสิ้นเชิงล่ะ? กับชีวิตจริงที่การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความลึกลับนั้นกลับทำให้ภรรยาและสามีต่างหมดความเชื่อมั่นในกันและกัน และเหมือนมีชีวิตตกอยู่ท่ามกลางฝันร้ายแทน ทำไมการ “ขอรู้ทุกอย่าง ขอเห็นทุกอย่าง” ถึงเป็นสิ่งที่เราเรียกร้องจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา?

จริงอยู่ที่ความลับกับความจริงอาจความหมายต่างกันในบริบท แต่สิ่งที่เลวร้ายและทำให้สับสนมากกว่านั้นคือการที่คนเราเลือกใช้สองมาตรฐานกับหลายๆ เรื่อง ในเวลาเดียวกัน แล้วมันมักทำให้คนที่ถูกเรียกร้องให้พูดไม่เคยแน่ใจได้เลยว่า “ทนายความ” ตกลงกำลังจะเอาความจริงของเราไปเพื่อช่วยเรา หรือเตรียมฆ่าเรากันแน่

No man really do forgiveness?

หลังจากเสร็จภาระเขาก็ไปที่สระน้ำหลังบ้าน ถอดเสื้อเปื้อนเลือด ล้างหน้าที่ทะเลสาบหลังบ้าน ทำไมจะต้องเป็นทะเลสาบล่ะ? ก็เพราะว่าครอเน็นเบิร์กกำลังจะพูดถึงการ baptized ใครสักคนในหรือในทะเลสาบน่ะสิ ทั้งมุมกล้องและอารมณ์ เข้าใจได้ไม่ยากหรอก เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับตอนจบน่ะสิครับ

พระเจ้านำพาการให้อภัยแบบเป็นรูปธรรมมาให้กับมนุษย์ผ่านพิธี baptized นี่แหละครับ เพื่อเป็นการยืนยันว่าคน ๆ นี้บาปได้หมดไปแล้ว พระเจ้าไม่นับอดีตที่ผ่านมาของเขาในชีวิตแล้ว ต่อไปนี้เขาเป็นคนบริสุทธิ์

แต่สิ่งที่ครอเน็นเบิร์กตบหน้าคนดูฉาดสุดท้าย คือการจบหนังของเขาด้วยการพูดว่า พระเจ้าให้อภัยมนุษย์ง่าย ๆ นะ แต่มนุษย์เอง กลับไม่เคยให้อภัย (อดีตของ) กันและกันได้ง่าย ๆ เลย

เดวิด ครอเนนเบิร์ก จึงเป็นเจ้าพ่อหนังฟิล์มนัวร์อย่างแท้จริง
ในขณะที่ผมเพิ่งได้ยินคนทำหนังบ้านเราคนนึงพูดถึงคำว่า นัวร์ ไว้ในหนังสือที่เราเคยอ่านเจอ แล้วผมรู้สึกว่าเขาจบตัวเองยังไม่ลงด้วยซ้ำ

20131123-185616.jpg

20131123-185421.jpg

Leave a Reply