ฉลาดเกมส์โกง—เงิน อำนาจ และคนฉลาดที่กลายเป็นคนโง่

เป็นอีกครั้งที่ดีใจที่ไม่ได้ดูตัวอย่างหนังก่อน เพราะมันมีทุกอย่างที่เราไม่อยากดู มันทำลายโครงสร้างของหนังจริงๆ เพราะคุณจะไม่รู้สึกเหมือนผมในวินาทีที่นางเอกหยิบยางลบดินสอขึ้นมา… ถ้าคุณได้ดูทีเซอร์มาแล้วคุณจะไม่มีทางรู้สึกเหมือนกับผมเลย

เพราะจากการเล่าเรื่องประกอบตั้งแต่ต้น วินาทีหลังจากได้ที่ลินได้เห็น “ความอธรรมสีชมพู” ที่ครูคนหนึ่งทำกับเด็กจำนวนมากเหมือนพวกเหล่าร้ายในหนังยอดมนุษย์ประจักษ์แก่ใจแล้ว ผมรู้สึกเหมือนเห็นเธอประกาศก้องท่ามกลางความเงียบในห้องสอบนั้น ว่า

“ถ้าระบบการศึกษามันกักขฬะกับพวกเราขนาดนี้ ข้า(พเจ้า)นี่แหละจะเอาชนะมันให้ดู”

แล้วหลังจากนั้น เราก็เข้าสู่บรรยากาศหนังประเภท anti-hero กันแบบจริงจัง ซึ่งหลังจากนั้นหนังก็ทำหน้าที่ได้ดีในการพาเราตกกระไดพลอยโจนไปกับเด็กเก่งคนหนึ่ง ที่เราคงหาที่เป็นอย่างนี้สักคนจริงๆ ได้ไม่ยากนักในสังคมไทย—สังคมที่เด็กดีๆ มากมายเสียและผุพังไปเพราะพ่ายแพ้ต่ออำนาจ และเงิน

ความฉลาดคือพลังพิเศษ

หนังเล่นกับความหมายของคำว่า ฉลาดกับโง่ และ รวยกับจนในเชิงอำนาจกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา

มีทั้งในมุมที่แต่ละฝ่ายใช้พลังพิเศษเพื่อแลกหมัดปะทะกัน และมุมที่คนจากทั้งสองฝั่งต้องยอมเปลี่ยนฝั่งกัน—เช่น ยอมเสียเงินเพื่อให้ได้ความฉลาด—เพื่อให้ตัวเองสามารถแก้ปัญหาระยะสั้นได้สักเรื่อง สถานการณ์ติดพันและดูเหมือนข้างฉลาดจะชนะ แต่ดูไปดูมาหลังๆ มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ความโกลาหลของการตีกันด้วยพลังสมองกับเงิน ทำให้สนามสอบกลายเป็นแค่ประเด็นรอง และทำให้เราแทบไม่เห็นประโยชน์อะไรที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กเลยนอกจากมันต่ออายุการศึกษาให้เด็กแต่ละคนออกไปไกลขึ้นได้อีกนิดหนึ่ง แค่นั้น ชีวิตจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าเราต้องถอยมามองดูเหมือนกันว่า สถานการณ์แทบไม่ต่างจากการมีโรงเรียนกวดวิชาทุกวันนี้ มันคือการแปรสินทรัพย์สมองให้กลายเป็นทุน

นี่อาจเป็นสิ่งที่น่าปวดใจที่สุดข้อหนึ่งที่ผมสัมผัสได้จากหนัง ซึ่งมันก็ค่อนข้างตรงกับชีวิตจริงนะคือถ้าไม่ใช่เพราะหนังหรือผู้กำกับลืมพูดไป เราแทบไม่ได้ยินตัวละครตัวไหนในเรื่องที่พูดถึงเรื่องอนาคตทางการศึกษาของตัวเองเลยว่าอยากจะโตขึ้นเป็นอะไร อยากจะจบแล้วเป็นอะไรกันเลย ทุกคนกระเสือกกระสนเพียงเพื่อให้มีวันพรุ่งนี้ต่อไปข้างหน้าอีกคืบอีกศอกหนึ่ง หรือบางทีก็แค่ “ได้ไปนอกสักครั้งหนึ่งในชีวิต” แค่นั้นเอง

เรายอมให้เรื่องเหล่านี้ดำเนินอยู่ในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ได้ยังไง?

ความสามารถของเหล่าร้าย

ยิ่งไปกว่านั้น อีกมุมที่เราได้เห็นการใช้อำนาจซ้ำไปซ้ำมาของครู ผู้เป็นเจ้าของทั้งความฉลาดและความดี ที่มีสิทธิ์ด่าเด็กได้ทันทีถ้าเด็กอยู่ดีๆ “ไร้มารยาท” ขึ้นมา (อ้าว งงไหม?) เราได้เห็นพ่อด่าลูกและประชดลูกด้วยเหตุผลที่พ่อก็เชื่อในเสื้อคลุมแห่งความเป็นครูของตัวเองเหมือนกันว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้ดูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแต่ตั้งคำถามกับลูกว่าทำไมถึงเลวอย่างนี้ ทั้งที่ตัวเองก็ต้องจ่ายแป๊ะเจี๊ยะเพื่อให้ลูกเข้าโรงเรียนได้

เป็นความอธรรมอย่างที่ยิ่งที่เราต่างเป็น hypocrites (พวกปากว่าตาขยิบ) ของกันและกันให้ลูกหลานของเราดูกันทุกวัน แล้วก็คาดหวังว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาแล้วจะเป็นคนดี ที่เผลอๆ เราก็คิดว่า เขาต้องโตขึ้นมาแล้วดีกว่าเรา

แต่คนดีประเภทที่ซื้อเสื้อสวยๆ ให้คุณได้ด้วยเงินที่ไม่รู้ได้มาจากการทำอะไรลับหลัง หรือคนดีประเภทที่ถ้วยกีฬาเยอะแยะแต่เราอาจแยกไม่ออกว่าถ้วยไหนได้มาด้วยความสามารถจริงๆ ล่ะ? แต่ถ้ามันเป็นเสื้อ ถ้ามันเป็นถ้วย ก็น่าจะแปลว่าเด็กทำดีไหม?—อันนี้ฟังคล้ายวาทกรรมคนดีแบบหยิบหย่งที่เรานิยมกันอยู่หรือเปล่า เราอาจต้องมาสำรวจกันดูอีกที

ผมเห็นอาวุธของเหล่าร้ายที่เป็นผู้ใหญ่และสนามคุมสอบมีอยู่สองอย่างหลักๆ คือคุณธรรม และความยุติธรรม ตั้งแต่คุณธรรมที่พ่อแม่ผู้ปกครองถือไว้ ไปจนถึงความยุติธรรมในสนามสอบข้ามประเทศที่เอาเข้าจริงๆ มันไม่มีอะไรยุติธรรมเลย—ตั้งแต่ข้อสอบจะเป็นภาษาอังกฤษในทุกประเทศแล้ว

อาวุธที่ใช้ประหัตประหารเด็กที่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเพราะต้องเข้าสู่ระบบ เป็นอาวุธที่เราคิดว่ามันเป็นคุณธรรมทั้งสิ้น ไม่เรียกว่า hypocrites แล้วจะให้เรียกอะไร?

ซื่อตรงพานิช ชื่อย่อของโรงพิมพ์คือ ซ.ต.พ—มันแปลว่า Q.E.D หรือ “ซึ่งต้องพิสูจน์” ต้องพิสูจน์กันต่อไป

เมื่อเราลุกขึ้นสู้กับระบบด้วยกัน

ชอบซีนรอไปสนามสอบมากๆ

ผมเห็นการงัดข้อกับระบบการศึกษาด้วยอาวุธชนิดเดียวกับตอน V for Vendetta นั่นคือรวมพลังกัน วิธีการเดียวที่เราจะเอาชนะกฎระเบียบที่พิสูจน์ได้แล้วว่างี่เง่า คือเราไม่เลือกก้มหัวยอมรับมัน แต่ในหนังไม่ได้ใช้วิธีอหิงสา แต่ใช้วิธีตีค่าของคะแนนสอบเหล่านั้นให้ต่ำลงด้วยการทอนค่ามันเป็นตัวเงิน และความเท่ในการพยายามขโมยคำตอบและทีมจัดการที่ดูเท่ทุกคน ก็ทำให้เราแอบคิดขึ้นมาในใจหลายครั้งเลยว่า จริงๆ ถ้าเด็กเอาความสามารถทั้งหมดนี้ไปใช้ในเรื่องดีมันจะดีมากเลย

แต่บางครั้งก็ต้องมาตั้งคำถามกันว่าในชีวิตตอนเรียนจริง วันๆ เหลืออะไรให้เราใช้แรงสมองแรงกายเท่านั้นบ้าง เอาจริงๆ เราอาจไม่ค่อยได้ทำอะไรพวกนี้เลย

อีกอย่างที่เห็นจากซีนนี้คือ ด้วยการจัดการขบวนการเป็นอย่างดีตั้งแต่เทคโนโลยี ฝ่ายมันสมอง และฝ่ายบริหารการตลาด ใครจะเห็นอะไรไม่รู้ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือการเสนอความเป็นไปได้ในการทำลายระบบที่ไม่เข้าท่านี้ดู

เราว่าเด็กทุกคนคิดเป็น แต่เราก็ยอมเพราะเราคิดว่าเราคงเลือกไม่ได้ เพราะแต่ไหนแต่ไรใครๆ ก็บอกเราว่าเราเลือกอะไรไม่ได้ แต่ด้วยอายุปัจจุบันของเราตอนนี้เราอยากบอกให้เด็กนักเรียนทุกคนรู้ว่า การเลือกชีวิตของตัวเองตอนเรียนมัธยมนั้นแทบจะเป็นครั้งเดียวที่มันเป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว หลังจากวันนั้นมาเราคิดว่าการจะเปลี่ยนอนาคตตัวเองอีกครั้งระหว่างทางมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย โอกาสและเวลามันไม่มากเท่าตอนนั้นอีกแล้ว

อีกครั้ง เราชอบซีนรอไปสนามสอบ มันเป็นความโกลาหลที่เป็นระเบียบและมีความเป็นหนึ่งในเป้าหมายอย่างยิ่ง และสิ่งที่เกิดก็คือหนังก็บอกว่าถ้าเราทำอย่างนั้นมันก็จะมีลุ้นจริงๆ

บ่นเรื่องเทคนิคภาพยนตร์

เรื่องการแสดง ความเล่นแข็งมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ความสะดุดหลุดของบทเรื่องความเป็นจริงในมัธยมปลายมีโผล่ออกมาบ้าง คนเล่นมีตกแต่งอารมณ์กันเยอะเยอะจนช่วงแรกประดักประเดิดกลายเป็นละครเวที บางเวลาที่ไม่ต้องตะโกนคุยกันก็กลับเยอะจนมันไม่รู้สึกเหมือนเหตุการณ์จริง โทษใครไม่ได้นอกจากการไม่เข้าใจสถานการณ์ของตัวละครของผู้เล่นและผู้กำกับเอง และการใช้พลังเล่นใหญ่ในสื่อประเภทที่มันไม่จำเป็นต้องเยอะก็เห็นได้ แต่พวกนี้ก็จัดเป็นเรื่องรายละเอียดที่ถ้าคนดูไม่ “เยอะ” จริงๆ อย่างผมก็คงไม่รู้สึกอะไรเนาะว่ามั้ย 🙂

แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ที่มุมกล้องที่บางช็อตมันควรกดดันได้มากกว่าที่เป็นอยู่ก็กลับพยายามเคลื่อนไหวเพื่อให้ดูมีอะไร ทั้งที่จริงๆ แล้วการแช่เฟรมไว้นิ่งๆ นั้นดูแล้วอึดอัดกว่าเยอะเลย แต่สุดท้าย การลำดับภาพก็ช่วยกู้สถานการณ์ให้ดูแย่น้อยลงไปได้บ้าง

ซีนที่ดีคือซีนสนามสอบ STIC ที่เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่องก็เรียงภาพเล่าเรื่องได้ดี ไม่งง และทำให้ลุ้นได้ในระดับหนังยุทธการจารกรรมดีๆ สักเรื่อง เป็นซีนที่ดูแล้วเพลินมาก ลุ้น ปมไม่หนาแน่น คลี่คลายได้แบบพอรับได้ เอาก็เอา

สรุปสุดท้าย ทางเลือกของฮีโร่

หนังมีการอ้างอิงถึง X-Men แล้วเราก็เห็นภาพ ศจ.เซเวียร์กับแม็กนีโตตอนจบ เราว่าภาพมันแรงและสวยดี และมันเป็นไปได้ที่สุดท้ายก็จะเกิดการสรุปบทเรียนที่ได้จากประสบการณ์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เกิดประโยชน์จริงหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมอง หนังทิ้งเราไว้ตรงนั้น

พอถอยออกมาในภาพรวม ที่ผมชอบมากคือความเฉียบคมของการเลือกตัวละครหลักที่มีบทบาทเป็นแค่นักเรียนธรรมดา แต่ด้วยพลังพิเศษกลับส่งผลกับระบบได้มากถึงขนาดในหนัง คืออาจไปถึงขั้นทำให้การสอบครั้งนี้ไม่มีความหมายได้ แต่ไม่ว่าการโมฆะครั้งนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวระบบหรือแค่ตัวละครในเรื่องก็ตาม มันเหมือนบอกเป็นนัยๆ กับเราเหมือนกันนะ ว่าถ้าเราไม่แคร์การสอบ—เพราะการสอบเองก็ไม่เคยแคร์เราอยู่แล้ว—การสอบมันก็อาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรจริงๆ ตั้งแต่แรกเหมือนกันถ้าเราไม่ได้ให้ค่าให้ราคามัน


ที่เก็บกลับมาเจ็บปวดข้อหนึ่ง คือผมรู้สึกว่าคนที่ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงคือเด็กจนๆ คนหนึ่งที่เก่งมาก แต่กลับถูกสังคมล้างสมองจนต้องเชื่อว่าทางรอดของเขาทางเดียวคือเขาต้องมีเงิน จริงอยู่เขาให้ค่ามันเองในที่สุด แต่มันก็เกิดจากเกมส์โกงที่ลักไก่กันไปกันมาเพื่อให้มันเกิดประโยชน์ที่เราเข้าใจว่ามันคือสถานการณ์แบบวิน-วินไปด้วยกัน คือการที่คนหนึ่งได้ประโยชน์ และอีกคนได้เงิน

และสุดท้ายเราแทบจะเห็นตัวละครแทบทุกตัวในเรื่องจบอนาคตทางการศึกษาของตัวเองในสภาพที่น่าร้องไห้ออกมาดังๆ—ผมไม่ขำจริงๆ นะที่เด็กในเรื่องดูแล้วไม่มีใครชนะเลยในเกมนี้ เด็กๆ ทุกคนพ่ายแพ้ให้กับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และกติกาต่างๆ ที่ผู้ใหญ่เป็นผู้ขีดให้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไหนวะคือการศึกษาที่ทำให้เด็กๆ ใช้ศักยภาพของตัวเองได้สูงสุด?

เจ็บไหมที่เราต้องมาเรียนรู้ที่หลังว่าในที่สุดเงินที่เหมือนจะเปลี่ยนเด็กไร้อนาคตให้มีอนาคตได้ ก็เปลี่ยนให้เด็กที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งกลายเป็นโง่ที่สุดได้เหมือนกัน

…แต่ถ้าเราลองมาทบทวนบทเรียนกันสักนิดว่าเราถึงมาถึงจุดที่เงินเป็นทั้งการสรรค์สร้างและทำลายได้ยังไง ก็อยากถามคนที่ดูแล้วกลับว่า จำได้ไหมว่าคนแรกในเรื่องที่ให้คนอื่นลอกข้อสอบในห้องสอบ เขาคือใคร?

木を見て森を見ない。

Leave a Reply