มีวิชาอะไรให้เรียนบ้างในศตวรรษที่ 21

เกินกว่า 10 ปีมาแล้วที่นักการศึกษาจำนวนมากกำลังช่วยกันยืนยันอย่างขันแข็งว่าโลกนี้ยังมีรายวิชาอื่นๆ อีกมากที่สำคัญพอๆ กับวิชาแกน และหลายวิชาถูกละเลยมานานจนเด็กๆ ของเราขาดสารอาหารเหล่านี้มานานเกินไปแล้ว และหลังจากนั้นคำว่าการศึกษาทางเลือกก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตพวกเรา

กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรเลิกเรียนวิชาแกนแล้วก็ไปเรียนอย่างอื่นกันดีกว่า เพราะสุดท้าย การคำนวนยังคงสำคัญพอๆ กับการรู้ประวัติศาสตร์ หรือการสื่อสารกับมนุษย์ทั้งที่พูดภาษาเดียวกันและต่างเผ่าพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เป็นยิ่งกว่าเครื่องมือที่จำเป็นในการเปิดประตูไปสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ ตลอดชีวิตของเราและเด็กๆ ทุกคน และยิ่งไปกว่านั้น การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้นั้นยังสำคัญมากต่อการรับรู้การมีอยู่ของตัวเราอีกด้วย แล้วเราจะละเลยการเรียนภาษาอื่นๆ ไปได้อย่างไร?

ความยุ่งยากจึงกลับมาอยู่ที่ผู้ปกครองของเด็กๆ ที่กำลังตกอยู่ท่ามกลางแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการศึกษาที่หลายครั้งก็ทำให้เรางงว่า แค่การนำเด็กออกจากระบบโรงเรียนอันยุ่งยากแล้วปล่อยให้ความสามารถของเด็กเป็นตัวนำพาไปสู่รายวิชาที่เป็นตัวของเขาเอง แค่นี้ก็ถือว่าเราได้สร้างระบบการศึกษาทางเลือกที่ดีพอให้กับเด็กๆ แล้วหรือไม่? ทั้งที่ในความเป็นจริงมีข้อดีมากอยู่ประการหนึ่งที่เรามักใช้ประโยชน์ได้ไม่ค่อยเต็มที่นักเมื่อไม่ต้องไปโรงเรียน—ไม่ใช่แค่การให้เด็กได้พักผ่อนหรือกลับมาเป็นเด็กมากขึ้น หรือจดจ่อต่อเป้าหมายที่ตัวเองรักได้เต็มที่เท่านั้น—แต่คือการที่ทั้งผู้ปกครองและผู้เรียนนั้นสามารถได้เวลาจำนวนมากกลับมาอยู่ในครอบครอง เพื่อจะบริหารให้เกิดการเรียนรู้ที่ลงตัวและเกิดได้บ่อยขึ้นต่างหาก

อิสระในการจัดเวลาเรียนของผู้เรียนอย่างมีชั้นเชิงของคุณพ่อคุณแม่นั้นเป็นมากกว่าการจัดตารางสอนให้กับลูก แต่มันคือการเปิดโอกาสให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นเหมือนดินกับดอกไม้ได้กลับมามีรากผูกพันให้ถูกที่ถูกทาง มากกว่าการยกกระถางไปโรงเรียนแล้วนำกลับมา นี่ก็เป็นอีกหนึ่งรายวิชาที่เด็กๆ น้อยคนนักจะได้เรียนจากพ่อแม่ที่รู้จักเขาดีกว่าใครทุกคน เพราะรายวิชาความสัมพันธ์กับพ่อแม่นั้นหาเรียนที่ไหนไม่ได้เลย

ความท้าทายประการสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญ คือการที่ทั้งครู นักเรียนและผู้ปกครอง เราต้องปรับตัวปรับใจ และต้องเรียนรู้เพื่อตั้งรับไปพร้อมๆ กันว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่บ่อยครั้งมีความจริงมากกว่าหนึ่ง หรือบางกรณีความจริงที่แท้นั้นตอนนี้ยังอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ และสิ่งที่พวกเรารู้และสอนเขาอยู่ขณะนี้ก็อาจจะจริงอยู่อย่างนี้ได้อีกไม่นาน การที่เด็กจะยอมรับรู้ความจริงปัจจุบัน ยังค้นหาความจริงที่ดีกว่าต่อไป รวมไปถึงการเปิดใจเพื่อทิ้ง แล้วยอมรับความจริงที่จริงกว่าได้อีกในอนาคตนั้นล้วนต้องพึ่งพาความสามารถในการสังเคราะห์ความรู้ได้ด้วยตัวเองของเขาแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงความรู้จากในหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงหลากหลายโอกาสในการอยู่ท่ามกลางสื่อหรือผู้คน เด็กๆ ของเราพร้อมสำหรับการสัมผัสเพื่อเชื่อมโยงความรู้กับสิ่งต่างๆ ในขณะเดียวกันก็แยกแยะผิดถูกจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ได้อ่านมาดีเพียงใด สิ่งเหล่านี้ล้วนหมายถึง literacy หรือการรู้หนังสือในแบบที่นักการศึกษาในศตวรรษที่ 21 กำลังพูดถึงกัน

นั่นหมายความว่าความรู้พื้นฐานก็จำเป็นต้องมี ทักษะเชื่อมโยงข้อมูลเข้าเป็นความรู้ใหม่ก็ต้องมี และที่สำคัญคือทักษะในการสังเคราะห์ข้อมูล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การถอดความจากหนังสือไปจนถึงการพูดคุยกับผู้คนให้ได้ประเด็นและตัดสินใจจากเหตุผลที่ประมวลออกมาได้ว่าสิ่งใดบ้างที่เป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีโรงเรียนไหนสอนจริงจัง แต่กลายเป็นคุณสมบัติที่เราพบในเด็กๆ ในบางครอบครัวที่เขาเชื่อใจพ่อแม่ได้อย่างสนิทใจ จนเกิดเป็นความมั่นคงทางอารมณ์เมื่อเขาค้นพบจุดยืนอยู่ในความคิดของตัวเองผ่านทางการสนับสนุนจากพ่อแม่ตลอดมา

เมื่อเราได้รู้เช่นนี้แล้ว ก่อนที่เราจะหารายวิชาต่อไปให้ให้กับผู้เรียนของเราผมจึงอยากเสนอให้คุณพ่อคุณแม่เองก็อย่าลืมเตรียมการสอนในรายวิชาเหล่านั้นให้กับเด็กๆ ของเราด้วย เมื่อเราสู้อุตส่าห์ได้เวลาทั้งหมดกลับมาอยู่ในมือของเราแล้ว และรู้ว่ามีรายวิชาจำนวนหนึ่งที่ไม่ว่าครูคนไหนก็ไม่สามารถสอนได้ดีเท่าแต่กลับมีความสำคัญเหลือเกิน อย่าปล่อยให้เวลาเหล่านี้ผ่านไป เพราะยิ่งเขาโตขึ้นเราก็จะยิ่งหาโอกาสเรียนรู้ด้วยกันได้ยากขึ้นทุกวัน

Leave a Reply