La La Land — รักกับฝันอาจไปด้วยกันไม่ได้ ถ้าไม่ใช้ “เรา”

La La Land คือ Moulin Rouge ของ 2017 และของทศวรรษที่ผ่านมา

หน้าหนังเก่าเคารพความเซเวนตี้ส์ แต่เป็นความรู้สึกเจ็บแปลบแบบคนสมัยนี้ประเภทที่ไขว่คว้าอนาคตจนถึงวันที่เห็นอดีตของตัวเองลอยผ่านหน้าไป แล้วได้แต่มองด้วยความทรมานใจว่าถ้ามีโอกาสเลือกอีกทีเราก็อาจเลือกสิ่งที่แตกต่างจากเดิมเพราะตอนนี้รู้แล้วว่ามันผิดพลาดตรงไหน

แต่ถึงวันนี้เลือกได้ใหม่ ก็ไม่มีทางแน่ใจเลยว่าอีกฝ่ายจะเลือกกับเราไหมด้วยอยู่ดี นั่นเป็นเพราะหลายครั้ง (เราเองด้วย) มักวางแผนอนาคตของ “เรา” โดยมี “ฉัน” เป็นตัวตั้ง… ก็เพราะเราอาจไม่เคยได้รักใครจริงๆ ดูสักทีมั้ง เนอะ?

1.

นั่งถกกับเพื่อนบ่อยเรื่องความรักหรือความฝันของคนเรา อะไรสำคัญกว่ากัน แล้วก็ดูเหมือนจะเป็นเราได้ที่ถกประเด็นนี้บ่อยสุดกับเพื่อนๆ ตอนที่เขายังไม่ปักใจไปทางใดทางหนึ่งเพราะดูเหมือนมันดีทั้งคู่ แล้วสุดท้ายในช่วงชีวิตถัดมาก็เป็นผมที่ไปหาคนอื่นถกต่อด้วย เพราะว่าเพื่อนคนเมื่อกี้ที่ถกด้วยก่อนหน้านั้นตอนนี้ติดตามความรักไปแล้ว และดูเหมือนความฝันของเขาก็จะปรับเปลี่ยนรูปแบบตามกันไปเพื่อให้ลงตัว เพื่อให้ซัพพอร์ทครอบครัว …ก่อนหน้านี้เพื่อนผมบางคนไม่เหมือนพ่อบ้านเลยด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นคุณพ่อมือใหม่ที่มีจุดหมายเพื่อครอบครัว—เพื่อลูก—อย่างชัดเจน

เหมือนทุกคนยืนยันว่าความรักกับความฝัน อะไรจะมาก่อนก็แล้วแต่ มันไม่สำคัญเท่าที่เราควรเลือกความรักไว้เป็นอันดับแรก

2.

La La Land เป็นละครเวทีแบบจับมาทำเป็นหนัง (เชื่อว่าหลังจากนี้มันคงกลายเป็นบรอดเวย์ได้แน่ๆ) หนังนั้นช่วยให้เดินเรื่องด้วยภาพสวยๆ งามๆ คั่นกลางได้ตลอดเรื่อง เลยทำให้ละครมีลูกเล่นได้มากกว่าการเป็นละครเวที แต่ก็นั่นแหละ อลังการคนละแบบ และเท่าที่เห็นก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าจะทำละครเวทีให้ได้ภาพ ได้ความต่อเนื่องของแต่ละซีนอย่างแนบเนียนเท่าในหนัง บนเวทีละครจะต้องใส่แรงทำ production ขนาดไหนถึงจะได้ดีกรีเท่ากัน เมื่อคิดสะระตะจบส่วนตัวก็สรุปได้ว่า ลา ลา แลนด์ สำหรับเราอาจจะไม่มีทางเป็นละครเวที เพราะที่อยู่ในหนังมันสวยงามและใหญ่มากจนละครเวทีเท่าที่เราคิดออกคงรองรับไม่ไหว แต่ถ้าทำได้จริงก็คงสวยงามน่าดูชม รอดูคนอื่นทำเพราะนึกงานสวยใหญ่ขนาดนี้ไม่ออกจริงๆ

3.

จังหวะชีวิตคนอื่นก็คงจะคล้ายๆ เรา คือมีเรื่องทำนองนี้ผ่านเข้ามาในชีวิตบ้างแหละจริงไหม?

เราไม่หล่อเท่าพระเอก ไม่เก่งเท่าพระเอก แต่ความงี่เง่าเราเท่านะ ha-ha มีหลายครั้งมากที่ตกหลุมรักผู้หญิงที่มีความฝัน และเรื่องที่มักทำให้เรารู้สึกแย่อยู่บ่อยๆ ก็คือเรามักรู้สึกว่าผู้หญิงที่มีความฝันทุกคนเก่งมาก และไปถึงฝันของเขาเองได้แหละ เราเห็นเลยว่าเขาเก่งจนบางทีเขาห่างจากฝันของเขานิดเดียวเอง เผลอๆ ไม่ต้องทำอะไรวันหนึ่งเขาก็ทำความฝันเขาเสร็จเองจนเราแทบไม่ต้องเชียร์เลยด้วยซ้ำ (แต่เขาก็อยากให้เราเชียร์) ในขณะที่สำหรับเราบางครั้งมานั่งนึกดูก็รู้สึกตัวเองยังห่างไกลจากความฝันเหลือเกิน

ก็มักจะมีความรู้สึกสองอย่าง คือรู้สึกว่าอยากให้เขาถึงความฝันของเขา ส่วนเราหลังจากเอาใจช่วยเขาแล้วเราก็จะกลับมาตามความฝันของเราต่อไป ช่างเหมือนพระเอกเหลือเกินที่ค่อยมารู้ตัวอีกทีเมื่อเรื่องผ่านไปว่า หรือว่าที่จริงเราผลักดันความฝันของกันและกันก็ได้ แค่อาจมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียสละให้ความฝันอีกฝ่ายเกิดก่อนแล้วตัวเองค่อยคาดหวังว่าจะได้ทำสิ่งนั้นบ้าง เราอาจต้องขยับขยาย หรือไม่ก็เป็นคนรักของเรานั่นแหละที่จะส่งเสริมให้เราไปถึงฝันไปด้วยกัน

แต่เราดันมีข้อเสียตรงไม่เคย ไม่เคยเลย ไม่เคยเป็นฝ่ายล้มเลิกความฝันของตัวเองแล้วมีความรักเสียก่อน สำหรับผู้หญิงมันก็คงจะน่าน้อยใจจริงๆ นั่นแหละ

ครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จกับความรักก็เลยกลับมาตามหาฝันของตัวเองไป ลมๆ แล้งๆ แต่ไม่ว่าจะไปถึงหรือไม่เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าหลายครั้งรู้สึกว่ามันช่างเปล่าดายเสียเหลือเกิน การเดินทางที่ไม่มีคนเดินด้วยเนี่ย

เออ รู้แล้ว งี้นี่เอง ชีวิตมันถึงอยู่อย่างนี้ ha-ha

4.

เพิ่งไปขึ้นดอยหลวงมา รู้สึกดีจริงๆ ที่มีคนเดินเป็นเพื่อนทั้งตอนขึ้นและลงเขา และคงจะจำความรู้สึกนี้ไปได้อีกนาน ทางก็ยาก เหนื่อยก็เหนื่อย และมีหลายครั้งที่เราได้เรียนรู้ความเหน็ดเหนื่อยและข้อจำกัดของตัวเอง และในขณะเดียวกันก็ได้เห็นด้วยว่าคนอื่นเขาไหวหรือไม่อย่างไร ได้ยิ้มและเป็นกำลังใจให้เขาว่าอีกเดี๋ยวก็ถึงตีนดอยแล้ว ส่วนเราเองก็เหนื่อยจะตายแล้วเหมือนกันแต่ก็ดันยังก้าวต่อได้เพราะว่าเราเห็นอีกคนไม่ไหวเนี่ยแหละ เราก็เลยอยากเดินนำหน้า

อย่างนี้มั้งเขาถึงบอกว่าถ้ารักกันให้พากันไปขึ้นลงดอย มันเป็นบทพิสูจน์ความฝันระยะสั้นที่เห็นนามธรรมหลายอย่างได้เป็นรูปธรรมดีจริงๆ

5.

อยากเขียนถึงหลายอย่างมาก อย่างเพลงที่เพราะและงานเต้นสวยๆ แท็ปแดนซ์ทุกจังหวะสวยจนอยากจะไปซื้อรองเท้ามาใส่เต้นตาม ha-ha แต่พอจะพ่นทุกอย่างออกมามันก็ดันจุกอยู่ข้างใน… พูดออกมาได้แค่อย่างเดียวจริงๆ ว่า

ความฝันของเราเนี่ย ถึงมันจะสำเร็จได้ แต่ถ้าไม่มีใครอยู่ข้างๆ มันก็คงจืดชืดจริงๆ แหละนะ 🙂

Leave a Reply