เขียน essay อย่างไรให้ไม่กดดัน (มากนัก)

ตอนเย็นๆ มีคนถามว่าใช้ความรู้สึกอะไรในการทำ essay ตอนเรียนที่ #LSED ให้จบตามเวลา พิมพ์เก็บในนี้ละกันไม่อยากพิมพ์ในห้อง รู้สึกว่ารบกวนส่วนรวมเพราะวิธีการมันคงเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป… ส่วนตัวเราใช้สองอย่าง คือตาราง กับความกลัว

1. ตาราง

เกิดเพราะเรารู้ตัวว่าเราไม่ว่างตลอดเวลา ทำอะไรเลยต้องคิดไว้ก่อนเสมอว่าเวลาจะไม่พอ จึงพยายาม “เตรียมอะไรแต่เนิ่นๆ”

ลำดับการเตรียมก็คือต้องมีของกองไว้ในหัวก่อน การอ่านบทความหรือวรรณกรรมจึงต้องเกิดก่อนวันเขียนจริงนานๆ เที่ยวหลังๆ ที่ครูมีการให้ส่ง outline ก่อนเราจึงใช้วันส่ง outline เป็นตัวกำหนดว่าต้องอ่านวรรณกรรมให้จบภายในวันนั้น แล้วต้องดึงประเด็นที่จะใช้อ้างอิงออกมาจากวรรณกรรมที่อ่านให้ได้ ดังนั้นตอนนี้เขียน outline จึงสามารถลงวรรณกรรมอ้างอิงได้ด้วย (แต่บางทีก็มียังไม่ถูกฟอร์แมท APA ถ้าไม่มีเวลาค้น แต่ถ้ามีก็พยายามทำไว้ส่วนนึง)

หลังจากนั้นอาทิตย์ต่อมาจะใช้เวลากับการย่อยและเรียงประเด็นอีกสองวัน ทำทุกวันหลังเลิกทำงาน วันละสองชั่วโมง (บางวันก็แป้ก นั่งเล่นเฟซลืม 5555 #ก็ไม่ได้เรื่องไปซะทุกวัน)

พอก่อนกำหนดส่ง 3 วันก็จะเริ่มเขียน วันแรกจะทำได้แค่เขียนเป็นย่อหน้าตาม outline วิธีที่เวิร์คคือ freewriting ไปเรื่อยๆ ตามประเด็นที่จดไว้ เสร็จแล้วค่อยเอามาประกอบกัน ตรงไหนจะอ้างอิงพิมพ์วงเล็บทิ้งไว้แล้วจดไว้ในวงเล็บให้พอรู้ตัวว่าจะอ้างอะไร

แล้วทำอ้างอิงปิดท้ายเป็นเรื่องสุดท้าย เฉพาะ APA จะทำให้ถูกใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

2. ความกลัว

เรารู้ว่าบทความพวกนี้เป็นทั้งการฝึกและคำขู่จาก Thesis ซึ่งมันจะยากและเยอะกว่านี้อีกหลายเท่า ความกดดันจากการเขียนบทความอันแรกๆ ทำให้เราเริ่มจับทางได้ว่าการจะเขียนบทความวิชาการให้ได้ดีนั้นมัน “ไม่มีทางลัด” เลย

ดังนั้นการเผื่อเวลาให้มากที่สุดจึงเป็นท่าเดียวที่จะทำงานให้จบในภาวะที่มีความกดดันน้อยที่สุด (จะบอกว่าไม่มีเลยก็ไม่ได้) แล้วจะชะล่าใจไม่ทำตามตารางก็ไม่ได้อีก เพราะเราเห็นผลของการกระทำยืนอยู่ลิบๆ ตรงปลายทางแล้ว

เราเชื่อว่าถึงเวลาทำ Thesis จริงๆ แรงกดดันจะพาเราไปถึงจุดที่ไม่ใช่แค่เทๆๆๆ แล้วก็ออกไปนั่งกินหมูกระทะกับเพื่อนก่อนกลับมาปั่นชุ่ยๆ ไปได้ มันสามารถนำเราไปถึงโมเม้นต์ที่นั่งร้องไห้ด้วยความสิ้นหวังเพราะอ่านยังไงก็อ่านไม่ทัน หรือเอาแค่ไปหลงทางกลางทางเพราะสำรวจวรรณกรรมมากว้างๆ แล้วไปเจอช่องโหว่ที่ติดหล่มออกไม่ได้ หรืองานรีเสิร์ชที่ทำมามันไม่เฉียบคมพอ แค่นั้นเราก็ว่าชีวิตมันจะพังได้มากแค่ไหน อาจพาไปถึงขั้นหมดอาลัยตายอยากนอนไม่หลับกินข้าวไม่ลงได้

เราจึงไม่กล้าประมาท มันเป็นความกลัวอย่างที่สุด แต่ไม่ใช่กลัวความยากของมัน แค่กลัวตัวเองไม่พร้อมแล้วพัง

เราเชื่อว่าถึงตอนทำธีสิสเราจะต้องมีตารางที่ “เป๊ะ” มากกว่าตอนเขียนบทความวิชาการอีก เพราะถึงจังหวะนั้น มันพลาดไม่ได้แล้ว


จริงๆ มีอีกข้อหนึ่งคือหัวข้อที่เราเลือกทำ มันต้องเป็นหัวข้อที่เรารักหรือสนใจมันจริงๆ ซึ่งเราเห็นคนละเลยเรื่องนี้มากๆ เพราะไปคิดกับมันเพียงว่านี่เป็นแค่ “งานส่งในคาบ” เท่านั้นเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าเรามองมันว่าเป็นธีสิสขนาดสั้นทุกๆ อันเลย เราจะได้ประโยชน์จากการศึกษาวิธีการเขียนของเรา และวิธีการได้คะแนนจากครูมากขึ้น นั่นต่างหากที่สำคัญ

เราอยากบอกให้คนอื่นมีวินัยและพยายามรักษาตารางของตัวเองไว้ให้ได้นะ แต่ก็คิดว่าบางอย่างมันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากๆ เหมือนกัน

ไม่อยากให้เหนื่อย ไม่อยากให้ร้องไห้ ไม่อยากให้พลาด แต่ถ้าเราไม่ควบคุมตัวเอง ผลของการกระทำคือสิ่งที่เราจะต้องรับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

One Comment

  1. ต้องเริ่มแต่เนิ่นๆบ้างแล้วค่ะ ปกติติดทำงานลากยาว ไม่หั่นเป็นส่วน เห็นงานใช้เวลามาก จึงเริ่มทำช้า จนใกล้ส่ง แบบนี้ไม่เวิร์ค จะนำไปปรับใช้ หั่นงานเป็นส่วนๆ บ้างค่ะพี่

Leave a Reply