The Lobster—Marry is Happy, Marry is Happy…

*ไม่ใช่บทความวิจารณ์หรอกแค่อยากเล่าสู่กันฟัง หลังจากไปดูมา

พวกเราทุกคนล้วนเคยโดนสะกดจิตจากทั้งสองฝ่าย คือจากกลุ่มคนที่เชื่อว่าแต่งงานนั้นดี และอีกฝ่ายที่เชื่อว่าอยู่คนเดียวสบายกว่า

Colin Farrell, John C. Reilly and Ben Whishaw in The Lobster
Colin Farrell, John C. Reilly and Ben Whishaw in The Lobster

ครั้งหนึ่งในชีวิตของคน (เคย) โสดทุกคนต้องเคยตอบคำถามว่า “เมื่อไหร่จะถึงคิวแต่งบ้าง?” มากครั้งพอๆ กับที่คนแต่งงานแล้วมักจะถูกถามต่อว่า “แล้วจะมีเจ้าตัวน้อยเมื่อไรดี?” ซึ่งถ้ามีคำตอบที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้เตรียมใจไว้ คำถามพวกนี้บางทีก็นำพาให้เราพาลกลับมาคิดต่อจริงๆ ไม่ได้ว่า “หรือเราจะผิดจริงๆ ที่ยังโสดหรือไม่มีคู่?”

The Lobster เอาขนบคิดเรื่องชีวิตเดี่ยวและคู่ที่ดูจะเป็นสากลมากๆ ในทุกสังคมเรื่องนี้มาล้อเล่นโดยการเล่าเรื่องเชิงอุปมา (metaphoric) เทียบเข้าไป แล้วตรงเข้าไปดึงเฉพาะแก่นของความคิดนั้นออกมาให้เราอีกทีแบบไม่มีน้ำเสียงดราม่าหรือความกดดันรอบข้างเข้ามาชักจูงให้เราหลงทาง (ตั้งแต่ภาพยันน้ำเสียงแบบโมโนโทนที่ใช้ดาราใช้ในบทพูด) หนังแสดงเป็นสองภาคเหมือนศึกโต้คารมมัธยมศึกษาโดยเอาวาทะเด็ดจากทั้งสองหลักปรัชญามานำเสนอพร้อมทั้งตัวอย่าง เสร็จแล้วก็สรุปจบเรื่องแบบผลที่ได้ก็ไม่ค่อยเอกฉันท์นัก ปล่อยให้เรากลับบ้านไปคิดดูเอาเองว่าแต่ละประเด็นเหล่านี้ที่คนมักพูดถึงเรื่อง “โสด vs มีคู่” นั้น มันมีน้ำหนักสำหรับเราจริงๆ หรือว่าเราโดนมายาคติเหล่านี้หล่อหลอมให้เราคล้อยตามไปโดยลืมดูไปแล้วว่ามันเหมาะหรือไม่เหมาะกับเรา?

ผมรวบรวมประเด็นโต้วาทีที่น่าสนใจทั้งจากฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านออกมาได้ประมาณนี้ เชื่อไม่เชื่อก็คงต้องแล้วแต่เรา

โลกของคนอยากมีคู่

Colin Farrell and Jessica Barden Ballroom Dance Scene in The Lobster
Colin Farrell and Jessica Barden Ballroom Dance Scene in The Lobster
  1. ไม่มีคู่แปลว่ายังไม่ (เป็นคนโดย) สมบูรณ์ หนังบอกว่าถ้าไม่มีคู่เสียที ในที่สุดเราก็ไม่ต่างกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ คุณค่าของความเป็นคนจะหายไป อย่างที่ในหนังเราได้สิทธิ์เลือกว่าเราจะกลายเป็นสัตว์ชนิดใดก็ได้ ซึ่งเหตุผลของการอยากเป็นล็อบสเตอร์ของพระเอกก็ตลกมากแม้จะพูดในน้ำเสียงไร้อารมณ์คล้ายท่องจำมาก็ตาม
  2. มีคู่เถอะ จะได้มีคนดูแลตอนลำบาก การแสดงตัวอย่างที่โรงแรมทำให้เราเข้าใจมายาคติของคำว่า “คนโสดมักดูแลตัวเองไม่ค่อยได้” ได้อย่างชัดเจน ไม่ใครก็ใครต้องเคยเจอเหตุผลพวกนี้จากคนรู้จักของเราถ้าถามว่ามีคู่แล้วดีอย่างไร
  3. คู่แท้ต้องมีอะไรเหมือนกัน ผมเองก็เคยตั้งเงื่อนไขนี้ไว้ในใจด้วยเหมือนกัน อย่างน้อยก็อยากจะให้เหมือนกันสักเรื่อง แต่พอมานึกดูจริงๆ ผมไม่รู้ว่าหลังแต่งงานไปจริงๆ เราได้ใช้ส่วนที่เหมือนกันนั้นด้วยกันบ่อยๆ เสมอไปในทุกคู่ไหม… ซึ่งถ้าส่วนนี้ถูกนำกลับมาใช้บ่อยๆ ได้จริงหลังแต่งงานผมว่าก็คงเข้าทีนะ ถ้าไม่บังเอิญเกิดเบื่อขึ้นมา หรือกลายเป็นว่าเรื่องที่ไม่เหมือนกันอื่นๆ ทำให้เราบาดหมางจนไม่อยากทำอะไรเหมือนๆ กันอีกแล้วไปเสียก่อน
  4. มีไปก่อน เดี๋ยวก็รักกันเอง นั่นแปลว่ามีคู่เป็นเรื่องง่าย ซึ่งถ้าดูเรื่องนี้จริงๆ ผมว่ามันก็พอเป็นไปได้ถ้าทั้งสองฝ่ายเปิดใจรับกันได้จริงๆ (นั่นแปลว่าสมัยพ่อแม่เราคนเปิดใจรับกันได้ง่ายกว่าคนสมัยนี้หรือเปล่านะ?)
  5. ถ้าอยากโสดไปเรื่อยๆ คุณควรอ้างไปเรื่อยๆ ว่ายังไม่เจอคนที่ถูกใจ ผมว่าในหนังสะท้อนภาพนี้ออกมาในรูปของการออกล่าพวกคนโสดเป็นแต้มสำหรับอยู่โสดต่อ ให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องของการประณามหยามเหยียดความโสดเพียงเพื่อจะได้เครดิตในการ “ใกล้จะแต่งแล้ว” มากขึ้นไปเรื่อยๆ บางทีคนโสดก็ต้องหาทางออกประมาณนี้เหมือนกัน คือต้องตอบอะไรที่น่าฟังเหมือนกับว่าทัศนคติเรานั้นกำลังโน้มเอียงมาทางฝั่งคนอยากมีคู่มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ชีวิตของเราจะดูมีหวังขึ้น และพ่อแม่จะห่วงเราน้อยลง
  6. อยู่ก่อนแต่งก็ได้ จะได้รู้ว่าอยู่ด้วยกันได้ไหม คนสมัยนี้เห็นเป็นเรื่องปรกติไปแล้วจริงๆ

ส่วนในโลกของคนโสดนั้นก็มีแนวคิดที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน ดังนี้

ในโลกของคนอยากอยู่โสด

Colin Farrell in The Lobster
Colin Farrell in The Lobster
  1. อยากเข้าสังคม ก็ต้องแอ๊บไม่โสด แล้วคนก็จะไม่มาวุ่นวายกับเราเวลาจะเข้าเมืองเข้าสังคม ต้องไปพบปะผู้คนพบปะพ่อแม่ ถ้าไม่อยากให้เขาห่วงก็ต้องพาแฟนไปด้วย ไปเดินห้างก็กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง โดนมองดูแปลก โดนตรวจสถานภาพอยู่ตลอดเวลา
  2. การเป็นโสดคือการรอวันตายอย่างโดดเดี่ยว ในหนังพยายามให้เราเห็นภาพเหมือนคนที่ dig your own grave (ขุดหลุมรอฝังตัวเอง) เตรียมไว้ด้วย กวนมาก ha-ha
  3. เมื่อตัดสินใจว่าจะโสดแล้ว การคิดเรื่องมีคู่อีกเป็นบาป ผมเจอเพื่อนหลายๆ คนที่พอตัดสินใจว่าจะอยู่โสด (ไม่ว่าจะผิดหวังจากความรักก่อนหน้านี้หรือตั้งใจมาแต่แรก) กลายเป็นคนที่ไม่ชอบฟังเรื่องทัศนคติดีๆ ในการมีคู่อีกเลย ทั้งที่ในความเป็นจริงมันก็มีข้อดี เพียงแต่ว่ามันไม่มีอะไรที่ตายตัวเสมอไปในทุกๆ คู่เท่านั้นเอง

การแต่งงานนั้นเป็นเรื่องแบบคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า

นี่เป็นอีกคำที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ นั่นเพราะว่าหญ้าอีกฝั่งของสวนมักดูแล้วเขียวสวยกว่าตรงที่เรายืนอยู่เสมอ

หรือจริงๆ แล้วจะเหมาะหรือไม่เหมาะมันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่ละห้วงเวลา แต่ละสถานการณ์ที่เหมาะสมมากกว่า? ส่วนใครที่อยู่ดีๆ จะอยากกลับมาอยู่เดี่ยวหรือเปล่าเปลี่ยวจนอยากจะเปลี่ยนมาอยู่คู่สุดท้ายก็คงเป็นแค่เรื่องสภาวะไหนที่เรายินดีจะจ่ายเพื่อให้จิตเรานิ่งพอจะใช้ชีวิตของเราขณะนี้ต่อไปได้เท่านั้นเองหรือเปล่า? นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า The Lobster บอกว่าหลังจากใคร่ครวญประเด็นพวกนี้ในหนังจบครบถ้วนแล้ว เราคงต้องค่อยมาถามใจเราดูเองอีกที

ว่าจากข้อดีข้อเสียทั้งสองด้าน เราเหมาะจะยืนอยู่จุดไหน ณ​ ตอนนี้

Colin Farrell and John C. Reilly in The Lobster
Colin Farrell and John C. Reilly in The Lobster

Leave a Reply