The Lunchbox หนังรักจากอินเดีย อร่อย ดังร่ายมนตร์

16.04.2014 - Movie Review

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหนังอินเดียของผม

หนังอินเดียเรื่องที่ติดตาเรื่องล่าสุดนั้นผมยังเห็นอยู่ตามฟรีทีวีช่องหนึ่ง เป็นละครแนวบ้านทรายทอง นั่นทำให้หลงผิดคิดไปเองว่าหนังอินเดียถึงทุกวันนี้ก็คงยังมีแต่แบบนั้นละมั้ง คือ หนังเต็มไปด้วยส่าหรีสีแสบตาแบบไม่น่าเดินตลาดได้ กับมวลมหาประชาชนเต้นเหมือนกันเป็นสิบ จีบสาวจีบหนุ่มกันไปกันมา และต้องร้องเพลงเพราะเหตุผลเดียวเลยคือคนทั้งประเทศจะได้ดูท่าเต้นแล้วเข้าใจความหมายของเพลง ฯลฯ นี่คือคิดไปเองส่วนที่หนึ่ง

แต่ถามว่านอกจากนั้นมีหนังที่ทำให้เห็นบรรยากาศอินเดียแล้วดูสวยงามหรือสมจริงบ้างไหม? Slumdog Millionaire ก็ไม่ใช่ Eat, Pray, Love น่าจะใกล้เคียงที่สุด จริงๆ พบเจอบ้างตามเทศกาลหนังแต่ก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วเมื่อหลายปีก่อน ที่มีผู้กำกับผู้หญิงคนหนึ่งเอานิทานพื้นบ้านมาเล่าเรื่องว่าด้วยความรู้สึกอยากให้ผู้หญิงอินเดียเอาชนะวัฒนธรรมที่กดขี่หญิงชาวอินเดียเกินไปในสังคม แต่เรื่องนั้นก็นามธรรมเสียจนไม่มีอะไรใกล้เคียงความเป็นอินเดียในยุคสมัยปัจจุบันเลย

อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่ผมอยากไปมาก แต่รู้ว่าไปคนเดียวนั้นลำบากและเสี่ยงเหลือเกินว่าจะได้กลับมาไหมและจะมีอะไรเหลือติดตัวมาบ้าง? จึงยังคงไม่ได้ไปจนทุกวันนี้ นี่ถึงขนาดเคยบุ๊คตั๋วเครื่องบินไว้แล้วก็ปล่อยให้มันหายไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ทุกวันนี้ก็ยังถวิลหาอยากจะเห็นความเป็นอยู่ของคนที่นั่นว่าในท้องถนน ที่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เขาอยู่กันยังไง? ลำบากไหม? สกปรกไปเสียทุกที่เลยอย่างที่ใครต่อใครว่าหรือเปล่า?

ต้องขอบคุณการมาถึงของ The Lunchbox และการตัดสินใจไปดู ถึงไม่รู้ว่าใช่ภาพบ้านเมืองจริงๆ ของเขาทุกภาคส่วนหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกชอบสิ่งที่ได้ชิม สิ่งที่ผู้กำกับวางจานจัดมาให้ลองกิน จนอยากจะเลียเสียให้เกลี้ยงปิ่นโตเลยเหมือนกัน

เพิ่งสังเกตว่า Irrfan Khan ก็อยู่ในหนัง Slumdog Millionaire ด้วย

Griffin & Sabine

มีเพื่อนผู้หญิงเป็นหนอนละเมียดหนังสือท่านหนึ่งเคยแนะนำให้ผมได้รู้จักหนังสือซีรีส์ของนิค แบนท็อก (Nick Bantock) ที่ชื่อกริฟฟิน และ ซาบีน เป็นหนังสือนวนิยายเสมือนจริงด้วยการเล่าเรื่องของผู้ชายขายโปสการ์ด และผู้หญิงชอบเขียนจดหมายคู่หนึ่งที่รู้จักกันผ่านที่อยู่ทางไปรษณีย์เพราะว่าฝ่ายหญิงเห็นที่อยู่ของฝ่ายชายในนิมิตของเธอ…งงสินะ แต่หนังสือมันทำให้เราสนุกในจินตนาการขึ้นไปอีกด้วยการทำแต่ละบทของหนังสือซึ่งเป็นจดหมายโต้ตอบกันนั้น ให้อยู่ในซองจดหมายและอยู่ในโปสการ์ดที่ติดมาในแต่ละหน้าจริงๆ! เหมือนได้แอบอ่านบทสนทนาส่วนตัวของคนอื่น ระทึกดี…ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนัง The Lunchbox เลยครับแค่รู้สึกว่าความ “จริง” ในแบบที่จับต้องได้นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราบริโภครายละเอียดไม่ว่าจะของหนังหรือหนังสือได้อร่อยขึ้น

ส่วนตัวคิดว่า The Lunchbox เองก็น่าจะล้อเลียนคำว่า Inbox ไปด้วยเหมือนกันในตัวนะเมื่อดูจากพล็อต แต่ส่วนที่เข้าท่าที่สุดคือผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนอินเดียผูกปิ่นโตกันอย่างไร ระบบขนส่งปิ่นโตมโหฬารอลังการขนาดไหน ทึ่งจริงๆ ที่ผู้กำกับเธอเล่าเรื่องนี้ได้สั้น กระชับ ด้วยภาพเล่าเรื่องที่สวยงามโดยไม่ต้องมีคำบรรยาย และจบในเวลากำลังอิ่มพอดี

Perfect Portion

กำลังอิ่มพอดี! ผู้กำกับชาวอินเดียท่านนี้เก่งจริงๆ กะขนาดและสัดส่วนของทุกอย่างได้พอดี และที่มากไปกว่านั้นคือทุกอย่างซ้อนทับกันได้อย่างลงตัวเหลือเชื่อราวกับชั้นปิ่นโตในเรื่องที่ซ้อนกันสุดจะพอเหมาะ ไล่เรียงตั้งแต่จังหวะการใส่ภาพ การใส่เสียงประกอบ การใส่เพลงที่เป็นงานสตูดิโอจริงๆ ไม่กี่เพลง ที่เหลือใช้เพลงจากชาวบ้านได้อย่างพอดี เฉดสีแบบอินเดียที่เลือกใช้ได้อย่างสวยงาม บทสนทนาที่นุ่มนวลแต่ไม่เยอะจนปล่อยให้เราต้องอ่านจนไม่มีเวลาดูหน้าดูสายตาคู่พระ-นาง ไปจนถึงการตัดต่อที่เล่นกับเนื้อเรื่องด้วยการตัดภาพล้อกับเรื่องราวได้อย่างขลุกขลักทว่าก็แนบเนียน หรือการใช้ตัวละครที่น่าสนใจ อย่างคุณน้าในเรื่องที่ตะโกนคุยกันในเรื่อง สะท้อนภาพวิถีชีวิตคนอินเดียที่คุยกันแบบไม่รังเกียจเสียงดังไปได้ด้วย จริงอยู่ที่ประเทศไหนๆ ก็น่าจะมี แต่เรารู้สึกว่าพอหนังหยิบมาใช้ มันทำให้เราสนิทกับคนแถวบ้านนางเอกได้เร็วดีจัง

ภาพนางเอกห่มสาหรีสีธรรมดาในบ้านพักที่ตากเสื้อตากกางเกงไว้ตามทางเดิน ตรึงใจมาก กับช็อตตรงเครื่องซักผ้า เป็นหนึ่งในหลายๆ ที่ที่ผมว่าจัดภาพได้สวยซึ้ง ไม่เยอะ ไม่เยิ่นเย้อ แต่สวยเหลือเชื่อ

ความพอดีนี้มีให้ดูตั้งแต่เมื่อตัวหนังสือเครดิตแรกขึ้น ไปจนถึงเสียงเพลงสุดท้ายตอนเครดิตขึ้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าถ้าเราเข้าใจเนื้อเพลงเราจะยิ่งทึ่งไปกว่านี้หรือไม่ว่าเพลงนี้กำลังสรุปอะไรให้เราอยู่หรือเปล่านะ? เชื่อว่ามี แล้วก็คงจะดีด้วย แต่ก็คงไม่แปลกใจอะไรหรอกเพราะเห็นมาทั้งเรื่องแล้ว

ไม่แปลกใจด้วยที่ได้รางวัล และทำไมคนถึงคนชื่นชมกันเหลือเกิน

Food Therapy

หนังประเทศไหนก็ตาม ถ้าอยากจะคุยกันเรื่องวัฒนธรรมให้เห็นภาพ เป็นรูปธรรมที่สุดก็ต้องคุยกันเรื่องอาหารนี่แหละครับ

ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรผมก็ยังคงเชื่อในความน่ากินของอาหารอินเดียนะ เครื่องเทศหลากชนิดที่เข้มข้นจนบางครั้งฉุนนั้นอร่อยอย่างประหลาดสำหรับผม (แต่ก็ขอลองกับร้านที่เชื่อความสะอาดได้สักนิด ha-ha) ภาพอาหารในหนังเรื่องนี้สวยงามและน่ารัก อบอุ่นมากอย่างบอกไม่ถูก เราเห็นความพิถีพิถันในการทำ แต่เกิดในครัวแคบๆ ที่อุปกรณ์เหมือนที่บ้านเราไม่ใช่บุญถาวร เราเห็นแสงนุ่มๆ ตอนคนแกงอย่างช้าๆ ในบ้านที่ครอบครัวอบอุ่น และเห็นการเผละลงไปของแกงคล้ายๆ กันแต่จากถุงพลาสติกในบ้านแห่งความเหงา เราเห็นอาการบรรจงรินชา คว้านไส้ผัก ประดิดประดอยยัดไส้ แม้แต่ละช็อตเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวแต่ก็รู้ได้เลยว่ามุมภาพนั้นเลือกมาอย่างพิถีพิถันจริงๆ จนพอเดินออกมาจากโรงหนังนั้นรู้สึกเหมือนกลิ่นเครื่องเทศยังติดปาก นอกจากที่ได้อารมณ์อบอวลติดใจมาปริ่มๆ เกือบจะล้นแล้วพอดี

Serendipity

ถ้าชอบเรื่องนี้ควรดู Serendipity ดับกระหายในใจต่ออีกสักเรื่องเถอะครับ ไม่งั้นมันโหวงเหวงเคว้งคว้างยังไงไม่รู้

แต่อันที่จริง ไม่ใช่แค่ความรักแน่ๆ ที่หนังเรื่องนี้พูดถึง ทั้งบุพเพสันนิวาส โอกาส และความอ่อนแอของสังคม ผมเชื่อว่าเหล่านี้เป็นมุมที่หนังเรื่องนี้พยายามสื่อว่ามันได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวของคนอินเดียอย่างไร ในขณะที่คนส่งปิ่นโตในเรื่องเขาภูมิใจมากว่าระบบส่งปิ่นโตของอินเดียนั้นน่าทึ่งเพราะมโหฬารแต่กลับแม่นยำที่สุด จนฮาเวิร์ดต้องมาดูงาน (ha-ha) สิ่งนี้กำลังกล่าวถึงโดยนัยอยู่หรือเปล่าว่าเพราะไม่มีใครได้หยุดคิดเลย จึงไม่ใคร่มีใครศรัทธาในความบังเอิญอีกแล้ว

ความละเมียดละไมไม่เกี่ยวกับเคราครับ คุณ Ritesh Batra เธอก็ไม่ได้กล่าวไว้ แต่ผมชอบมากๆ ตอนชื่อผู้กำกับขึ้นตอนต้นเรื่อง สวยงาม ^^

และในเรื่องก็ปล่อยให้เราได้สังเกตชีวิตคนมากมายซึ่งถ้าจะแบ่งกลุ่มจริงๆ เราจะเจอชีวิตคนในวัฒนธรรมแบบอินเดียทุกๆ กลุ่มที่ผู้กำกับอยากจะพูดถึง ว่ามีทั้งคนที่ชีวิตจบไปกับวังวน จมไปกับวังวนเพราะไม่มีทางออกอื่น คนที่อยู่บนรางมาตลอดชีวิตและอยากหลุดไปให้พ้นแบบสายัณห์ เฟอร์นันเดซ (Saajan Fernandes) และคนที่ดิ้นรนทุกอย่างจนพ้น อย่างเด็กที่ชื่เชคและแฟนสาวชื่อยาวที่ก็ให้เราได้เห็นว่าชีวิตแตกต่างออกไปได้อย่างไรบ้าง (ที่มันแสดงออกทางมอเตอร์ไซล์ของเขา) และสุดท้ายผู้กำกับค่อยปล่อยให้เรา “ฟิน” กับคำตอบของตัวละครหลักที่เราก็เฝ้าลุ้นว่าเขาเลือกจะไปบนเส้นทางไหนแบบยังมีจังหวะจะโคนให้เราต้องลุ้นก่อนจบจนนาทีสุดท้ายแบบกลมกล่อมพอควร

ส่วนพระเอกนางเอก สองคนนี้ คนนึงแค่ทำหน้านิ่งๆ อีกคนหนึ่งทำคิ้วขมวด แค่นี้ก็ทำเราหัวใจสลายได้แล้ว

เป็นหนังรักที่ดีกว่าหนังรักเพ้อไปไกลแบบเกาหลีหลายๆ เรื่อง และให้ความรู้สึกสากลเกินกว่าความเป็นหนังของประเทศใดประเทศหนึ่งไปแล้ว เป็นธรรมดาที่ผมไม่อยากเฉลยอะไรสักอย่าง เพราะหนังดีๆ แบบนี้ไม่มีอะไรดีกว่าการได้ดูด้วยตาของเราเอง ทุกอย่าง คุณฤทธิ์เดช ภัตรา (จริงๆ เธอชื่อ Ritesh Batra แต่ผมแอบมั่วชื่อภาษาไทยให้) จัดจานมาให้ลงตัวจริงๆ

อินเดียที่ผมอยากไปสัมผัส คือแบบนี้เลย รสชาตินี้เลย
มีความสุขมากๆ กับการดูนะครับ

› tags: culture / india / life / romantic /

Leave a Reply

%d bloggers like this: