The Innovation of Loneliness

วิดีโอชื่อ The Innovation of Loneliness ตัวนี้เนื้อหาส่วนใหญ่สร้างมาจาก ปาฐกถาสั้นที่ TED Talk หัวข้อ Connected, but alone? ตั้งแต่ปี 2012 ของ Sherry Turkle นักวิจัยด้านสังคมที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเล่าเรื่องนี้ไว้ได้มีประเด็นและน่าสนใจ ใจความของวิดีโอดังกล่าว (มีลิ้งค์วิดีโออยู่ตอนท้าย) พูดถึงความปรกติของมนุษย์ในการมีสังคม การแก้ปัญหาของมนุษย์ ไปจนถึงความผิดปรกติอันเกิดจากการเสพย์และเชื่อของคน

ผู้เขียนนั่งดูแล้วถอดความเป็นภาษาไทยคร่าวๆ แบ่งเล่าได้เป็น 3 ส่วนอย่างย่อ ดังนี้

นวตกรรมแห่งความเดียวดาย

ตอนที่ 1 คนอยู่ได้ถ้าไม่มีสังคม?

วิดีโอพูดถึงระบบอันปรกติในการอยากมีสังคมของคน จนถึงยุคที่เราถูกสอนให้ชดเชยอาการอยากมีสังคมด้วยการประสบความสำเร็จในเรื่องอื่นๆ แทน ได้แก่ การงาน เงินทอง ชื่อเสียง และบริโภคนิยม ดังคำกล่าวว่า “ช้อปปิ้งบำบัดความรู้สึกขาดของผู้หญิงได้” เพื่อนสาวของผมได้เคยกล่าวไว้ จริงอยู่ที่การประสบความสำเร็จในเรื่องเหล่านั้นอาจเติมเต็มหัวใจเราได้บ้าง แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงการเลี่ยงความปรารถนาที่จะมีสังคมซึ่งเกิดจากการพบปะ สัมผัส และพูดคุย ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะด้านความคิดและการสื่อสารของมนุษย์ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้มาแต่ไหนแต่ไร

ตอนที่ 2 social network แก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

…ปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขกระทั่งการเกิดขึ้นของสังคมสมมติ ที่ในอดีตเราอาจมี Hi5 หรือ MySpace แต่ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมด้านจำนวนที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีที่ไหนทำได้มาก่อนก็คือ Facebook

เราอยู่ในโลกที่เราสะสมเพื่อนไว้มากเกินกว่าสมุดโทรศัพท์ของเรา ในโลกที่เราพัฒนาความรักหรือความสัมพันธ์เสมือนให้เกิดขึ้นผ่านการพิมพ์ข้อความหรือการส่งรูปถ่ายได้ โลกที่เรานับจำนวนเพื่อนที่เรารู้จักจากจำนวน friends added มากกว่าจำนวนครั้งที่โทรหากัน โลกที่เราต้องการเผชิญหน้ากันเมื่อคุยกันใน LINE ไม่รู้เรื่องแล้วเท่านั้น (และบ่อยครั้งเพราะต้องการใส่อารมณ์ที่มากกว่าตัวหนังสือหรือสติ๊กเกอร์แล้ว) มีดีอะไรกว่าการสนทนาตรงหน้า? คำตอบคือ ทุกอย่างในโลกเสมือนนี้เรา edit และ delete ได้ เราสามารถมีตัวตนของเราแต่เฉพาะด้านที่ดีหรือด้านที่อยากให้ใครที่อยากรู้จักเรามาเห็นแต่ด้านเหล่านั้นได้ตลอดเวลาบนชีวิตเสมือนใบนี้

ตอนที่ 3 อุปกรณ์ที่คอยย้ำเตือนว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว?

สองเทคโนโลยีหลักของทุกวันนี้คือ สมาร์ทโฟน และ แล็ปท็อป มีส่วนในการช่วยให้การสร้างตัวตนของเราง่ายขึ้น และยิ่งเราเห็นผลตอบรับได้ทันเวลาทันใจ ความปรารถนาจะมีความสุขจากการได้รับความนิยมชมชอบแบบนี้บ่อยๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้น จึงไม่แปลกที่อุปกรณ์ใดก็ตามที่ยิ่งทำหน้าที่ 3 ประการนี้ดีเท่าไร ก็จะยิ่งได้รับความนิยมพกติดตัวและขายดีขึ้นเท่านั้น

  • อุปกรณ์ที่ช่วยให้เราร้องเรียกความสนใจจากคนอื่นได้ทันที
  • อุปกรณ์ที่พร้อมฟังเราทันทีทุกเวลา
  • อุปกรณ์ที่คอยย้ำเตือนว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว

ประการสุดท้ายมีความน่ากลัวอยู่ตรงที่ทุกครั้งที่เราหยิบอุปกรณ์นี้ขึ้นมาดูเราจะแน่ใจว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวก็ต่อเมื่อเราได้ทำอะไรบางอย่าง และได้รับการตอบสนองกลับมา ในวิดีโอนี้สรุปรวบยอดความหมายของเรื่องนี้ด้วยคำล้อเลียนแนวคิดการมีอยู่ของคนของเพลโตว่า I SHARE THEREFORE I AM หรือ “เพราะฉันแชร์อะไรบางอย่าง (แล้วมีคนตอบกลับมาเสมอ) ฉันถึงรู้ว่าฉันยังมีตัวตน” สิ่งที่เราแชร์? อะไรก็ได้ขอให้มีซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่เรื่องจริงของประโยคในความคิดหรือภาพถ่ายของเรา ไปจนถึงเรื่องที่ต้องอาศัยการจัดแจง ตัดแต่ง สมมติ จัดฉาก อุปโลกน์ หรือ 360 (ha-ha) ฯลฯ ขึ้นมา เพื่อที่เราจะได้เสียงตอบรับกลับมาว่ามีคนได้ยินหรือได้เห็นเรา และเราไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ ทั้งที่เรากำลังนั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไหนสักแห่งหนึ่ง

ข้อเท็จจริง คือถ้ารู้จักบันยะบันยัง ก็ไม่อันตราย

อย่างไรก็ดี บทสรุปของวิดีโอตัวนี้นั้นเพื่อต้องการจะบอกว่าคนเราทุกวันนี้กำลังเข้าใจความแตกต่างระหว่างการอยู่คนเดียว กับการอยู่อย่างเดียวดาย ผิดเพี้ยนไปโดยสิ้นเชิง เราสามารถอยู่คนเดียวได้บ้างเพื่อเราจะได้ใช้เวลาทำสิ่งต่างๆ แต่คนเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่อย่างเดียวดายได้เลย

และข้อที่สอง คือปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่เป็นขีดการใช้และการตีความหมายผิดๆ ของเราเอง เช่นเดียวกับยาแก้ปวดที่เริ่มจากเราแน่ใจในอาการปวดเราจึงใช้ ไปจนถึงวันหนึ่งที่เราชินชากับการใช้ถึงขนาดเมื่อเราไม่รู้ว่าเราป่วยเป็นอะไร เราจะกินยาแก้ปวดก่อน ยาแก้ปวดไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ความเข้าใจของเราต่างหากที่ผิดเพี้ยนไป

การหยุดบริโภคอย่างผิดๆ เป็นสิ่งจำเป็น และนั่นคือเหตุผลที่ผมเขียนบันทึกเรื่อง เลิกเล่น social network เปลี่ยนมาใช้ social network ที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาอาการเสพย์ติดยาแก้ปวดเสมือนจริงของผมไว้ว่ามีที่มาของความคิดเป็นอย่างไร

ยาดีแค่ไหน ถ้าเราใช้ไม่ถูก ก็เป็นพิษภัยกับเราได้เสมอ

Leave a Reply