Coen ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดเป็น Inside Llewyn Davis

13.01.2014 - Movie Review

ประวัติศาสตร์ชาติโฟล์ค

แม้ Gaslight Café อาจเป็นบาร์ดนตรีแบบกรีนิชวิลเลจโฟล์คจริง และสถานที่อื่นๆ ที่ถูกอ้างถึงในเรื่องก็ใช่ แต่ฉากเปิดเรื่องนั้นคนคิดคือโจล โคอ์นซึ่งแน่นอน น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่แต่งขึ้น

 

แต่กับส่วนที่เหลือล่ะ? คลุมเครือ จริงบ้างไม่จริงบ้างหรืออะไร? คนดูมีสิทธิ์สับสนไปกับความคิดนี้เพราะเมื่อเพลง 500 Miles ของ Peter, Paul and Mary ขึ้นมา แต่คนร้องมี Troy, Jim and Jean (แต่ภาพในหนังดูราวกับนักร้องต้นฉบับ (ฉบับที่ดังนะ) จริงๆ ก็ยิ่งทำให้คนดูงงขึ้นไปอีก และสำหรับคนที่รู้ว่าโจล และอีธัน โคอ์น “ไม่เคยทำให้แฟนๆ ผิดหวัง” ร้อยทั้งร้อยกลับบ้านมาก็คงจะเสิร์ชกูเกิ้ลดูแน่นอน ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่ใน Inside Llewyn Davis?

 

และแน่นอน สิ่งที่เราเจอก็ทำให้เรายิ้มออกได้ตอนที่รู้ว่าพี่น้องคู่นี้ค้นคว้าปะติดปะต่อเรื่องราวในแวดวงดนตรีโฟล์คช่วงก่อนกระแสเข้าด้วยกันได้อย่างสวยงาม และตัวละครหลายตัวเราเชื่อว่าชื่ออาจจะไม่ใช่ แต่เขากำลังหมายถึงคนเหล่านั้นจริงๆ

 Llewyn Davis

ลูวิน เดวิสก็คือ Dave Van Ronk (1936-2002) นักร้องนักแต่งเพลงกรีนิชวิลเลจโฟล์คระดับตำนาน หลักฐานเชิงประจักษ์นั้นมีถึง 3 สิ่งด้วยกันนั่นคือ ปกแผ่นเสียงเหมือนกัน เคราเหมือนกัน และมีแมว (?!!)

บทหนังนั้นถูกกล่าวถึงไว้ชัดเจนว่าขยายมาจากเค้าโครงเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือ เทศมนตรีแห่งแมคดูกัลสตรีท (The Mayor of MacDougal Street) ของ Dave Van Ronk ต้นแบบดนตรีโฟล์คในยุคที่รุ่มรวยจิตวิญญาณ และการรำพันเพลงเป็นเหมือนการพล่ามบทกวีของขี้เมา ว่ากันว่า (เพราะผมไม่เคยอ่าน) เดฟ เล่าประวัติศาสตร์ชาติกรีนิชวิลเลจโฟล์คไว้ได้อย่างมีรายละเอียดและเห็นภาพพอๆ กับภาษากวีในเพลงของเขาเอง จริงๆ หนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดยาวไกลไปถึงรุ่นพี่อย่างวู้ดดี้ กัธรี่ หรือรุ่นดังอย่างดีแล่น และโจนิ มิทเชลด้วย แต่ถ้าจะพูดถึงความเกี่ยวโยงกับหนังเรื่อง Inside Llewyn Davis ว่าเกี่ยวอย่างไร พอเราเห็นปกหนังสือเราก็จะโยงใยได้ไม่ยากเลย

51KEUErxnzL

  1. ปกแผ่นเสียงของลูวิน เดวิสในหนัง เป็นรูปลูวิน เดวิสยืนอยู่หน้าร้านเม็คซาร์ลี่ (McSorley’s Old Ale House ใน East Village) เช่นเดียวกันกับปกหนังสือและปกแผ่นเสียงของเดฟ ชุด Inside David Van Ronk (ชื่อชุดก็อ้างอิงมาให้น่ารักด้วย)
  2. เคราซึ่งเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของตัวละครหลักนั้นก็เหมือนกับนักร้องเจ้าของหนังสือไม่มีผิดเพี้ยน ข้อนี้คงไม่ต้องคิดให้เปลืองแรง
  3. มีแมวอยู่บนปกแผ่นเสียงหนึ่งตัว ไม่ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเดฟหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้มีแมวเพื่อเป็นการระลึกถึงเขา และดูเหมือนหนังจะใช้แมวเป็นสัญลักษณ์แทนจิตวิญญาณของนักดนตรีโฟล์คอย่างลูวิน เดวิสและเดฟ ไปด้วยในตัว
  4. นอกจากนั้นชีวิตของเดฟเองก็เคยโบกรถไป Gate of Horn ในชิคาโก้และเจอเรื่องราวแบบเดียวกันกับที่เล่าในหนัง (ตามที่เล่าไว้ในหนังสือแล้วบทดัดแปลงมา) ด้วย

Troy Nelson, Jim & Jean Berkey

carey-mulligan-and-justin-timberlake-in-joel-and-ethan-coens-inside-llewyn-davis_wide-67ca0d7f1bca13d3df4518c29e13b09c38908945-s6-c30
ตัวละครรองๆ ที่น่าสนใจสามตัวนี้เป็นส่วนผสมรวมๆ ของคนหลายๆ คนเข้าด้วยกัน และบางคนเป็นแค่ภาพจางๆ ของสังคมนักดนตรีโฟล์คในยุคนั้น จิม เบอร์กี้ (Justin Timberlake) นั้นได้เค้าโครงชีวิตมาจากพอล เคลย์ตัน (Paul Clayton) เพื่อนสนิทของเดฟที่เป็นตำนานในยุคเดียวกัน แต่พอลในชีวิตจริงไม่ได้แต่งงาน ส่วนจีน เบอร์กี้ (Carey Mulligan) และชื่อ Jim & Jean นั้นได้มาจากวง Jim & Jean คู่ดูโอที่มีชื่อเสียงในยุค ’60s

ตัวละครจีนนั้นแม้ไม่มีตัวละครจากหนังสือมาอ้างอิง แต่ก็ถูกให้ความหมายเป็นสากลหมายถึงสาวๆ นักร้องนักฟังเพลงทั่วๆ ไปในยุคนั้นที่มักมีประสบการณ์กับนักดนตรีที่เก่งๆ หรือดังๆ ในเชิงชู้สาว คล้ายกับที่พูดถึงในหนังสือของเดฟว่า “…มันต้องมีเรื่องสาวคนนั้นคนนี้ท้องกับเรามาให้กลุ้มแทบจะทุกสองสัปดาห์”

ส่วนบททรอย เนลสัน (Stark Sands) นั้นได้เค้าโครงชีวิตของทอม แพ็กซต้น (Tom Paxton) มาเป็นต้นแบบ ทอมนั้นเริ่มเป็นนักเขียนนักแต่งเพลงจริงจังหลังพ้นเกณฑ์ทหารเช่นเดียวกับทรอยในเรื่อง ประจำการอยู่ที่ฟอร์ท ดิ๊กซ์ (Fort Dix) เหมือนกัน และหลักฐานชิ้นสำคัญน่าจะเป็นการที่ทรอยในเรื่องนั้นร้องเพลง The Last Thing on My Mind เพลงดังของทอมด้วย

Bud Grossman กับ Peter Paul & Mary

แม้ว่า Gate of Horn ในหนังจะดูใหญ่โตกว่าสถานที่จริงๆ ในสมัยนั้น แต่บทบั๊ด กรอสแมน (F. Murray Abraham) นั้นดัดแปลงมาจากเจ้าของเกต ออฟ ฮอร์น (เรียกกันว่าเป็นเมกกะของนักดนตรีโฟล์ค) จริงๆ ที่ชื่อ แอลเบิร์ต กรอสแมน ที่ต่อมากลายเป็นผู้จัดการของวงโฟล์คที่พ็อพที่สุดวงหนึ่งในเวลาต่อมา คือพีเทอร์ พอล แอนด์ แมรี่ (ซึ่งมีเพลงที่ดังที่สุดเพลงหนึ่งคือ 500 Miles ที่อยู่ในหนังนั่นเอง)

แล้ววงนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของเดฟยังไง? ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยว ว่ากันว่าจริงๆ แล้วเดฟ ฟาน-ร็องค์ นั้นเป็นหนึ่งในตัวเลือกของแอลเบิร์ต กรอสแมนด้วยตอนที่กำลังจะสร้าง “วงทรีโอประสานเสียงหน้าใหม่” แต่ดูเหมือนว่าในหนังจะเล่าเรื่องนี้ให้เราฟังว่าเรื่องทั้งหมดลงเอยอย่างไร (ซึ่งว่ากันว่าบทพยายามถอดตามหนังสือ The Mayor of Macdougal Street มาอีกที)

ในชีวิตจริงของเดฟนั้น เขาร้องเดี่ยวตลอด มีวง แต่ไม่เคยมีทรีโอหรือเคยเป็นดูโออย่างลูวิน เดวิส

Roland Turner

ตัวละครตัวนี้ที่เล่นโดย John Goodman เองก็ถูกประกอบขึ้นจากนักดนตรีหลายคน บุคลิกที่ชัดเจนที่สุดคือดอกเตอร์ จอห์น (Dr. John) ที่มีปัญหาเรื่องติดยาเหมือนกัน ส่วนบุคลิกทางร่างกาย อาการป่วยเป็นโพลิโอและต้องใช้ไม้เท้านั้นดูจะได้มาจากด็อค พอมัส Doc Pomus นักแต่งเพลงอาร์แอนด์บีอีกคน ส่วนคู่หูคนขับรถของเขาที่ชื่อจอห์นนี่ ไฟฟ์ (Garrett Hedlund) นึกถึงใคร? ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ส่วนตัว ด้วยความเท่ขนาดนั้น และช่างกวีได้ขนาดนี้ ผมไพล่ไปคิดถึงเจมส์ ดีน แต่หาความเชื่อมโยงได้ยากเต็มที


นอกจากนั้นยังมีตัวละครย่อยๆ อีกมากมายที่คนหลงใหลดนตรีโฟล์คอาจจะรู้สึกได้ว่าใช่ อย่าง Al Cody (Adam Driver) ที่แม้บทจะน้อย แต่ก็ทำให้เพลง Please Mr. Kennedy ฮาได้เหลือเชื่อ การแต่งตัวและเสียงร้องแบบเคาบอยแบบนั้นเหมือนบุคลิกของแรมบลิน แจ๊ค เอลเลียต (Ramblin’ Jack Elliott) หรืออย่างในแก๊สไลท์ตอนท้ายเรื่องที่มีผู้หญิงบุคลิกคล้ายๆ Nancy Blake ที่เล่น dulcimer คณะนักร้องประสานเสียงไอริชที่ลูวินถึงกับออกปากชม (เหรอ?) ที่ดูน่าจะเป็น The Clancy Brothers ฯลฯ

แต่เรายังไม่สมควรจะจบบทความนี้ถ้ายังไม่ได้พูดถึงบุคคลที่มองไม่เห็น แต่ถูกกล่าวถึงแทบจะตลอดเรื่องในสิ่งต่างๆ คนนี้


Bob Dylan

และแม้หนังทั้งเรื่องไม่มีกล่าวถึงชีวิตของบ็อบ ดีแล่นเลย แต่แฟนกรีนิชวิลเลจโฟล์คแท้ๆ คงรู้สึกได้ถึงดีแล่นในอากาศตลอดหนังทั้งเรื่องนี้ ตั้งแต่เสื้อผ้าและสีสูทตัวหลักของลูวิน เดวิส ที่ตรงเป๊ะกับชุดของดีแล่นที่ใส่บนปกแผ่นเสียงชุด Freewheelin’ งานเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลของเขาชุดหนึ่ง เพลงของแผ่นเสียงแรกของลูวินกับคู่หูของเขาที่มีเพลง Fare Thee Well (Dink’s Song) ที่แม้จะมีคนร้องมาก่อนหน้าหลายคน แต่คนที่ทำให้ดังคือดีแล่น แอลเบิร์ต กรอสแมนในที่สุดกลายเป็นผู้จัดการของบ็อบ ดีแล่นด้วย หรือแม้แต่ซีนจบที่เราได้เห็นดีแล่นกับท่าทางที่คุ้นเคยคือนั่งเล่นกีต้าร์ แขวนฮาร์โมนิกาไว้ที่คอ แล้วเล่นเพลงจบอย่าง Farewell ให้เราฟัง ทั้งหมดนี้แอบทำให้เรายิ้มได้เมื่อเรารู้สึกเหมือนไขปริศนาอะไรบางอย่างได้ ว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่พี่น้องโคอ์นกำลังเล่าให้เราฟัง คนทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องนี้ล้วนส่งอิทธิพลในชีวิตทั้งเล็กและใหญ่ไปถึงเด็กหนุ่มคนนี้ กระทั่งเขากลายเป็นหนึ่งเดียวที่เป็นเหมือนตัวแทนของของอเมริกันโฟล์คมิวสิคในเวลาต่อมา

freewheelin

เพลง Farewell ในหนังที่ดีแล่นร้องจึงมีความหมายมากเมื่ออยู่ในฉากจบ เหมือนหนังให้เขาเป็นคนร้องเพลงอำลาตำนานบุคคลในเรื่องเหล่านั้นด้วยใจเคารพและขอบคุณ จึงไม่ต้องแปลกใจที่หนังเรื่องนี้จะถูกใจอเมริกันคันทรี่โฟล์คชนมากๆ เพราะหนังทำให้คนดู (ที่อินกับดนตรีโฟล์ค) รู้สึกอบอุ่น เหมือนได้กลับไปเจอหน้าและได้ร่ำลาตำนานในดวงใจของพวกเขากันอีกครั้งนั่นเอง

Credits

  • มีบล็อกเรื่องเกี่ยวกับตำนานเพลงต่างๆ ใน Inside LLewyn Davis อยู่อีกพะเรอเกวียนจนเกรงว่าจะอ่านไม่หมด แต่เจอที่เข้าท่าอยู่อันหนึ่ง ก็เข้าไปฟังกันได้ เจาะลึกเรื่องเพลง Fare Thee Well (Dink’s Song) http://www.newrepublic.com/article/116007/dylan-buckley-seeger-played-song-coen-brothers-inside-llewyn-davis
  • ส่วนใหญ่ของบทความนี้คือการอ่านคร่าวๆ แล้วมาเล่าบรีฟๆ (เหรอ?) จาก The People Who Inspired Inside Llewyn Davis ที่เว็บ slate.com
  • อีกสองตัวละครที่เจอเนื้อหาแล้วแต่อ่านไม่ไหวคือที่มาของตัวละครมิทช์กับลิลเลียน กอร์ไฟน์ เจอที่บล็อก Some Came Running
  • บทความเรื่องแต่ละปกของ เดฟ ฟาน-ร็องค์ ถ่ายภาพที่ไหน เจอที่ popspotsync.com
  • อยากรู้จักบ็อบ ดีแล่น ตำนานแห่งล้ออิสระ (ฮ่า-ฮ่า) ดูหนังเรื่อง I’m not There เพิ่มอีกเรื่องได้จ้ะ
  • ขอยกยอด เรื่องแมวกับลูวิน เกี่ยวพันกันแบบไหนในภาควิเคราะห์ของ Inside Llewyn Davis อีกทีพรุ่งนี้จ้ะ 🙂
They named the part of Sheridan Square in front of his apartment in his honor.

ถนนเส้นที่ผ่านหน้าอพาร์ตเม้นท์ของเขาในเชริแดน สแควร์ ปัจจุบันมีชื่อว่า เดฟ ฟาน ร็องค์ สตรีท 😀 (original photo from http://www.popspotsnyc.com/dave_van_ronk/ )

› tags: bob dylan / dave van ronk / joel & ethan coen / llewyn davis /

Leave a Reply

%d bloggers like this: