Mood Indigo ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ + สิ่งที่ควรทำใจก่อนไปดู

23.09.2013 - Movie Review

mood indigo, audrey tautou, michel gondryนี่อาจไม่ใช่วิจารณ์หนังเรื่อง Mood Indigo แต่ผมหวังว่าผมจะได้ช่วยหลายคนที่อยากจะดูหนังเรื่องนี้จะได้ไม่ตะขิดตะขวงใจว่าจะดูรู้เรื่องไหม นั่นเพราะก่อนจะไปดูผมได้ยินคนส่วนหนึ่งพูดถึงหนังเรื่องนี้ ว่าไม่รู้เรื่อง ซึ่งหลังจากดูจบมาก็เข้าใจนะครับ
เอาเป็นว่าก่อนดู อย่างน้อยที่สุดคุณควรรู้ตัวว่ากำลังจะได้ดูหนังวิธีคิดแบบฝรั่งเศสมากๆ เรื่องหนึ่ง และมีหลายข้อที่คุณควรทำใจ เพราะหนังฝรั่งเศสก็ดูจะไม่ค่อยแคร์คนดู (แบบไทยๆ) เท่าไรจริงๆ

ความแตกต่างของเรา

เข้าใจว่าคนไทยส่วนมากไม่น่าจะคุ้นกับหนังหรือวรรณกรรมฝรั่งเศสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข้อนี้แม้เป็นส่วนปลีกย่อย แต่ก็มีส่วนอย่างมากต่อมุมมองหนังฝรั่งเศสของคนไทยที่เรามักจะจำได้ว่ามันจะ “พูดรัวจนฟังไม่ทัน” ไม่งั้นก็ “เดินเรื่องแบบไม่คลี่คลายปม” ในใจเราเสียบ้างเลย มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลย
จริงๆ แล้วคนไทยนิสัยเสียระดับหนึ่งครับ; นิสัยการดูหนังของเราไม่ค่อยจะเหมือนประเทศอื่น คนไทยเปิดใจวิธีการเล่าเรื่องแบบไร้อารมณ์เจือปน (ประเภทเล่าตามสิ่งที่เห็น) น้อยมาก (ดังจะเห็นจากละครทีวี ที่ต้องแสดงอารมณ์บูดบึ้งถลึงตาอย่างชัดเจนเหมือนละครเวที ทั้งที่เป็นละครโทรทัศน์) ดังนั้นเมื่อพ้นจากการดูละครดราม่ามา คนไทยจะพึงใจกับหนังแอคชั่น -ซึ่งก็คือการแสดงออกที่ชัดเจนอีกนั่นแหละ- มากกว่าแนวอื่นๆ นำไปสู่การตอบสนองต่อหนังฮอลลีวู้ดที่เน้นภาษาท่าทางที่ขายได้ในทุกชาติที่ต้องการไปทำตลาดไปแทน ซึ่งถ้าคนกลุ่มนี้หลวมตัวไปดู Mood Indigo เพราะนางเอกน่ารัก (แต่ก็เริ่มแก่แล้วนะ ha-ha) อาจไม่เข้าใจว่าดาราดังๆ อย่างโอเดรย์ ตอตู ถึงทนเล่นหนังที่ออกมาหน้าตาอย่างกับหนังนักเรียนอย่างนี้ไปได้จนจบได้ เพราะมัวแต่ตั้งคำถามกับเอฟเฟกต์ที่แสนจะไม่เนียนเหมือนหนังฮอลลีวู้ดที่เห็นตั้งแต่ห้านาทีแรกนั่นเอง

ความคิดของพวกเขา

1. เท่าที่สังเกตวรรณกรรมฝรั่งเศสมักมี 3 ประเด็นเป็นแพทเทิร์นร่วม คือ ชีวิตเป็นเรื่องสมมติ การตีความเป็นเรื่องแต่ละบุคคล และไม่มีอะไรอยู่ยั้งยั่งยืน นักเขียนและนักสร้างหนังฝรั่งเศสจึงมักวิ่งขึ้นสูงสุดและไหลลงต่ำสุดได้แบบเพียงชั่วข้ามบทตอน ชนิดที่คนดูแบบไทยๆ เรารับไม่ค่อยได้จริงๆ
2. อีกข้อที่เราอาจต้องยอมรับก่อนจะไปดู คือสำหรับคนฝรั่งเศส จินตนาการเป็นเรื่องที่ควรขีดเส้นไว้แต่เพียงกว้างๆ โดยไม่ไปจำกัดกรอบความคิดของกันและกัน ดังเราจะเห็นความไม่แนบเนียนของเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่ปรากฏในหนังนั้นมีความชัดเจนในเรื่องของการทำให้ดูไม่เรียบเนียนเสียจนเรารู้ว่าจะทำให้เนียนกว่านี้ก็ได้แต่ไม่ทำ; ข้อหนึ่งที่เราลองทดสอบกับตัวเองได้คือแม้ผู้กำกับจะไม่ได้ทำให้เอฟเฟกต์เนียน แต่รู้สึกไหมว่าภาพที่อยู่ในความทรงจำของเราก็กลับเรียบเนียนดีไม่สะดุดสักเท่าไรนัก นั่นเพราะจินตนาการของเราปะติดปะต่อภาพสต็อปโมชั่นเหล่านั้นให้กับเราเองด้วย เหตุผลของการทำให้แนบเนียนจึงอาจจะฟังดูดีเกินกว่าความจำเป็นจะต้องทำ
3. สุดท้าย การเดินเรื่องจากต้นไปจนปลายอาจหาสาระใดๆ ไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมพบบ่อยในงานแบบฝรั่งเศส นั่นเพราะแก่นสารที่ผมแนะนำไว้ในข้อ 1. ว่า สำหรับคนฝรั่งเศสปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขึ้นต้นเรื่องอาจสำคัญรองลงมา แต่ที่สุดปลายแล้วจะเหลืออะไรไว้บ้าง…? อาจไม่มีอะไรสำคัญเลยนอกจากความทรงจำ Mood Indigo จึงเต็มไปด้วยคำถามสำหรับตัวละครแบบปัจจุบันตลอดเวลาว่า ณ ขณะนี้ตัวละครแต่ละตัวจัดการชีวิตของตนอย่างไร แทบไม่มีตัวละครตัวไหนมองอนาคตของชีวิตตัวเองเลย และจนกระทั่งจบเรื่อง หนัง (หรือหมายถึงผู้กำกับ) เองก็ยังไม่คิดจะสรุปอะไรให้อยู่ดี นั่นอาจเพราะตัวละครแต่ละตัวก็มีเหตุผลต่างกันไปได้ตามความคิดแบบคนฝรั่งเศสนั่นเอง

จริงๆ ยังมีประเด็นปลีกย่อยอีกมาก แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าทั้ง 3 ประเด็นนี้คือสารัตถะที่เป็นสิ่งขวางเราไว้ ให้คนไทยเปิดรับหนังฝรั่งเศส (ไม่เฉพาะเรื่องนี้หรอก) ได้ยากมากๆ และสำหรับผม ส่วนตัวมันช่างน่าเสียดายที่เราไม่ได้รู้จักคนอื่นมากพอ เราจึงไม่รู้เลยว่าคนไทยมีข้อดีตรงไหน มีข้อเสียอย่างไร; นั่นเพราะเราเอาแต่เทียบตัวของเรา กับตัวของเราเอง

ความคิดใน Mood Indigo

หนังพาเราลอยไปเรื่อยๆ ในชีวิตของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เดินทางมาพบกัน รู้จักกัน แล้วก็ค่อยๆ เปิดใจรับกันตามสไตล์หนังรักทั่วไป ปิดท้ายและกับอีกครึ่งเรื่องที่พาเราไปพบชีวิตหลังจากนั้น ที่งานแต่งงานดูคล้ายเป็นจุดสิ้นสุด กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ย้อนกลับ” ของสรรพสิ่งทั้งหมดในเรื่อง (ไม่เว้นแม้แต่เทคนิคของหนังที่ก็เล่นล้อไปด้วยอย่างน่าสนใจ)

ในเชิงศิลปะหนังผมว่าหนังทดลองรวมทุกอย่างเท่าที่จะทำไว้เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าสนุก ส่วนบทและตัวละครนั้นก็สื่อวิถีคิดแบบฝรั่งเศสไว้เต็มไปหมด ผมเองเคยรู้จักคนฝรั่งเศสอยู่บ้างถึงพอเข้าใจได้ว่าในบางจังหวะคนฝรั่งเศสก็อาจจะดูเหมือน ซื่อ หรือ บื้อ ในบางเรื่อง แต่พอมองลึกๆ เข้าไปว่าเหตุแห่งการยอมซื่อในเรื่องนั้นๆ เขาทำไปตามขนบของความเป็นฝรั่งเศส หลายครั้งผมก็ตั้งคำถามขึ้นมาเหมือนกันนะครับว่า นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลว หรือว่าบางเรื่องคนไทยเรารู้เยอะเกินไป เราก็เลยซับซ้อนเกินไป?

ลองเปิดใจและดูงานแบบนี้บ้างนะครับ ปล่อยให้หนังพาเราไปเรื่อยๆ อย่าเชื่อ อย่ายึดติด อย่าจงเกลียดจงชังตัวละครตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปนัก “ทุกตัวละครต่างมีเหตุผลของมัน” นั่นน่าจะเป็นอย่างที่ผมสรุปไว้ในตอนท้ายข้อ 3.

สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ทำผมน้ำตาร่วงตอนจบได้นิดหนึ่งเลยครับ :_)

Mood Indigo ฉายอยู่ที่ลิโด้ และได้ 58% มะเขือเน่า แหะ :3 แต่คำวิจารณ์แม้แต่อันที่ปามะเขือเน่าให้ก็ยังรู้สึกว่าแอบมีคำชมอยู่กลายๆ มันแปลว่ายังไงกันแน่นะ? อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆ เหมือนกัน

› tags: audrey tautou / french / michel gondry /

Leave a Reply

%d bloggers like this: